Falling In Love

posted on 12 Mar 2009 02:05 by piojos in Short-Fiction





ผมกำลังยืนอยู่ห่างกับเค้าเท่าไหร่กันนะ…



หนึ่งเซนติเมตร...
หนึ่งเมตร...
หนึ่งกิโลเมตร...



หรือไกลห่างสุดลูกหูลูกตา....





.



.



.




วันนี้ฝนตก ผมเลยได้อยู่กับเค้าได้นานขึ้นอีกนิด...




แต่ก็ใช่ว่าได้อยู่ด้วยกันนานขึ้นแล้วจะดีตรงไหน? เพราะเมื่อฝนตก...ที่นั่งรอตรงป้ายรถเมล์ก็กลายเป็นสถานที่ที่ต้องยืนเบียดกันจนแทบหายใจไม่ออก ..แถมผมยังถูกเบียดแทรกจากพวกที่เข้ามาใหม่ จนตัวผมอีกครึ่งที่ไม่ได้อยู่ในที่กันฝนเปียกปอนเหมือนลูกหมาตกน้ำ



แย่จัง.... ผมกอดกระเป๋านักเรียนพลางทำตัวลีบๆเผื่อจะได้เขยิบเข้ามาได้บ้าง แต่มันก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ ผมเลยถอนหายใจให้ความโชคร้ายของตัวเอง แต่แล้วก็ต้องอมยิ้มเล็กๆเมื่อแอบชะเง้อคอไปมองความโชคดีของผมที่กำลังนั่งนิ่งโดยมีหูฟังเสียบอยู่ในหู ท่าทางเค้าคงกำลังดื่มด่ำกับซาวน์ดนตรีจนลืมสิ่งรอบๆตัวไปเลยล่ะมั้ง



ผมกดคางเข้ากับกระเป๋าแล้วลองหลับตานึกถึงเพลงที่เค้าน่าจะฟังอยู่ อืม..มันคงไม่ใช่เพลงแบบสมัยนิยมหรอก เพราะดูได้จากหนังสือที่เค้าเคยเอามานั่งอ่านระหว่างรอรถเมื่อสองวันก่อน ผมก็พอจะเดารสนิยมบางอย่างของเค้าได้



มันคงจะเป็น..............






ซ่า...!!!






มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่น้ำที่เจิ่งนองบนพื้นถนนสาดเข้าที่หน้าเต็มๆเปา...



ผมที่เปียกมาแล้วครึ่งตัว คราวนี้เลยได้เปียกทั้งตัวสมใจ เพราะความงี่เง่าของตัวเองแท้ๆ ที่เอาแต่หลับตาเพ้อพกเหมือนคนบ้า จนไม่เห็นตอนคนอื่นเค้าหลบไปออกันทางด้านหลัง เมื่อมีรถแล่นผ่านมาใกล้ๆด้วยความเร็วที่น่าจะทำให้คนที่ยืนตรงริมฟุตบอลได้เจอขึ้นกับสึนามิลูกย่อมๆที่ดำปี๋และมีกลิ่นเหม็นจนแทบจะอาเจียน



“คิก คิก”



ผมหันไปมองนักเรียนสาวสองคนกำลังหัวเราะความเซ่อของผม แล้วก็ได้แต่ก้มหน้าเพราะอับอาย



ผมพยายามเอาหลังมือเช็ดหน้าให้คราบดำๆมันออก แต่ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเช็ด มันก็จะยิ่งทำให้หน้าผมเลอะเทอะมากยิ่งขึ้น



..ทำไมต้องทำให้ตัวเองดูตลกต่อหน้าคนอื่นด้วยนะ?! ผมสบถต่อว่าตัวเองในใจอีกหลายประโยค พลางเหลือบๆมองไปที่เค้า ซึ่งก็ไม่ได้มีท่าทีที่จะหันมาสนใจผมแต่อย่างใด




เฮ้อ~ ระยะห่างระหว่างผมกับเค้ามันเท่าเดิม หรือมากขึ้นกันแน่นะ ผมล่ะสงสัยจัง~?





ระหว่างที่ผมกำลังก้มหน้าก้มตาจัดการตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตายนั้น รถเมล์สายที่ผมต้องขึ้นก็มาพอดี



หลายคนรีบวิ่งเข้ารถ แต่ผมกลับหยุดยืนอยู่ที่เดิม..
เหตุผลง่ายๆที่ทำให้ผมทู่ซี้รอคันต่อไป ทั้งๆที่ที่นั่งของคันนี้ก็ว่างแสนว่างก็คือ.....




...มันไม่ใช่สายที่ ‘เค้า’ ขึ้น





คนตรงนั้นเริ่มน้อยลง ผมเลยได้ขยับเข้ามาอยู่ข้างในกับเค้าเสียที และที่นั่งก็ว่างอยู่เสียด้วย ผมเลยหย่อนตัวนั่งแบบหมิ่นเหม่ตรงสุดปลายม้านั่ง ขณะที่เค้านั่งอยู่อีกด้าน



“อ๊ะ!” นักเรียนสาวสองคนนั้นร้องอุทานแล้วตวัดสายตามองผมดุๆ



ก็เข้าใจอยู่หรอกนะว่าใครจะอยากได้คนตัวเปียกๆเหม็นๆไปนั่งใกล้ๆ ผมเลยขยับออกมาซะจนเกือบตกที่นั่ง พยายามเว้นระยะห่างไว้ให้ได้มากที่สุด



“เหม็นจังเลยอ่ะเธอ”



“อือ...” เด็กสาวอีกคนอือออกับเพื่อน พร้อมกับหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าลายลูกไม้สีชมพูจากในกระเป๋ากระโปรงมาปิดจมูกไปเกือบครึ่ง



ผมหน้าแดงวาบเมื่อได้ยินคำนี้ แล้วก้มลงทำจมูกฟุดฟิดแบบแอบๆ ทดลองดมเสื้อตัวเองดูบ้างว่ามีกลิ่นเหมือนอย่างที่พวกหล่อนกล่าวอ้างหรือเปล่า



เอ… ก็ไม่ได้เหม็นอะไรนี่นะ ...แต่หรือว่าจมูกผมมันไม่ดีเอง?




เอี๊ยด....




เสียงล้อรถเบรกลั่นถนนทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมองสายของรถประจำทาง ..มันไม่ใช่ทั้งสายที่ผมจะขึ้นและสายที่เค้าจะขึ้น แต่อย่างน้อยมันก็เป็นรถคันที่นักเรียนสาวทั้งสองต้องใช้โดยสารกลับบ้าน พอเห็นสองคนเดินแกมวิ่งขึ้นรถไปท่ามกลางสายฝนที่ตกโปรยปรายอยู่รอบนอก ผมก็เลยค่อนข้างโล่งใจขึ้นมาหน่อยที่ตัวเองจะไม่โดนแขวะหรือโดนมองแบบเหยียดๆอีกต่อไป



“เฮ....ฮัดชิ้ว~” ตั้งใจจะถอนหายใจแต่กลับกลายเป็นจามเสียงดังออกมาเสียได้



ผมปัดปลายจมูกตัวเองแล้วยิ้มเผล่ให้กับชายวัยกลางคนในเสื้อสูทที่เหลือบมองผมแบบอึ้งๆ ..ก็ผมไปจามใส่ขากางเกงเค้านี่นา~ แต่ก็ดีหน่อยที่พี่ชายคนนี้ไม่ได้ว่าอะไรผม นอกจากเขยิบตัวหนีไปเองโดยปริยาย



ฝนยังคงตกอยู่อย่างต่อเนื่อง และเวลาตามเข็มบนนาฬิกาข้อมือของผมก็เดินไปอย่างต่อเนื่องเช่นกัน



ตอนนี้เหลือแค่ผมกับเค้า ที่ยังคงนั่งรอรถอยู่ตรงนั้น... หัวใจผมเต้นดังตึกตักจนน่ารำคาญ แต่ก็ห้ามมันไม่ได้ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้อยู่กับเค้าตามลำพัง ถึงแม้ว่ามันจะเกิดขึ้นจากความไม่ได้ตั้งใจก็เถอะ




~RRrrRRrrRRrrRR~




ริงโทนเป็นเพลงจังหวะช้าๆฟังสบายๆดังขึ้นไม่เท่าไหร่เค้าก็กดรับ ก่อนจะกรอกเสียงพูดทุ้มๆลงไป..



“ว่า..”



“ยัง ..ยังอยู่ที่เดิม”



“อือ รู้แล้วน่า เดี๋ยวกลับไปเล่าให้ฟังที่บ้านแล้วกัน แค่นี้นะ” แล้วเค้าก็กดวางสายไป



ผมไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบตาขึ้นไปมองหน้าเค้า เพราะตอนนี้ระยะห่างของเรามัน..ใกล้..จนเกินกว่าที่ผมจะแอบมองเค้าได้อย่างเคย




ใกล้...จนผมสั่นไปทั้งตัวและใจ
ใกล้...จนสายฝนเย็นๆ ก็ไม่ได้ช่วยลดความร้อนของอุณหภูมิในร่างกาย
ใกล้...จนเพียงแค่กระซิบเสียงแผ่วเบาท่ามกลางเสียงละอองน้ำตกกระทบกับหลังคาก็ยังสามารถได้ยินมันได้อย่างชัดเจนทุกคำ ...ไม่เว้นแม้กระทั่งคำว่า...




“เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก”




เค้าบอกแบบนั้น ก่อนที่เสื้อวอร์มตัวใหญ่จะคลุมทับบนไหล่ของผมอย่างรวดเร็ว



“อา....” ผมอ้าปากค้าง ทำตาโต แล้วลากเสียงอายาวๆในคอเพราะนึกหาคำพูดอะไรไม่ออกเลย เมื่อตอนนี้เค้าก้าวมายืนตรงหน้าผม และยื่นผ้าขนหนูสีขาวสะอาดมาให้



“เช็ดสิ ไม่สกปรกหรอก อันนี้ชั้นยังไม่ได้ใช้” จะปฏิเสธไปก็ใช่ที่ ผมเลยรับผ้าผืนนิ่มมาไว้ในมือ แต่ให้ตายยังไงผมก็ไม่เอามันไปเช็ดหน้าผมหรอก เพราะเดี๋ยวผ้าขาวๆจะดำซะหมด...



“ไม่ได้ให้เอาไปถือเฉยๆนะ เช็ดสิ”



“งือ...แต่ผ้ามันจะดำ” ผมบอกเสียงอ่อยๆ แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันที่กล้าทำเสียงแบบนั้นกับคนที่ไม่สนิท แต่ก็พยายามที่จะไม่ใส่ใจมันมากนัก เพราะแค่นี้ตัวผมก็ผิดปรกติมากเกินพอแล้วล่ะ



“ก็ช่างมันสิ” เค้าว่าอย่างนั้นแล้วแย่งผ้าจากมือผมไป “ถ้ากลัวนัก เดี๋ยวชั้นเช็ดให้นายเองล่ะกัน”



ผมไม่ทันร้องห้าม เค้าก็เชยหน้าผมขึ้นแล้วบรรจงเช็ดให้ตามที่พูดอย่างเบามือ ....



ผมไม่กล้าหลบตาเค้าพอๆกับที่ไม่กล้าจ้องหน้าเค้าตอนที่ได้รับสัมผัสนุ่มๆจากผ้าขนหนูข้างแก้ม ..ผมไม่มีทางหลบอาการทั้งเขินทั้งดีใจของตัวเองได้อย่างมิดชิด เพราะมือของเค้าประคองหน้าผมอยู่



ฮ้า~ ทำยังไงดีล่ะ ตอนนี้ผมทำอะไรไม่ถูกแล้ว



“อา...” เสียงทุ้มต่ำของเค้า ทำให้ผมเหลือบตาขึ้นไปมองคนที่ยืนค้ำหัวอยู่อย่างสงสัย แต่ไม่นานก็เข้าใจแจ่มแจ้งเมื่อลองมองตามสายตาของเค้าไปทางด้านซ้ายมือ ผมก็ได้เห็นเหมือนอย่างที่เค้าเห็นทันที



“ชั้นต้องไปแล้วล่ะ” เค้าบอกแบบนั้น และผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากการพยักหน้ารับช้าๆ ก่อนถอดเสื้อส่งคืนให้เค้าไปอย่างสุดแสนเสียดาย



ทำไมเวลาแห่งความสุข มันถึงได้มีน้อยนิดและเดินอย่างรวดเร็วขนาดนี้กัน ..ไม่ยุติธรรมเลย!



“อ..เอ่อ ผ้านี่” ผมพูดเหมือนติดอ่าง ตอนที่เริ่มรู้สึกตัวผมควรจะใช้มันเพื่อสร้างโอกาสให้กับตัวเองในครั้งต่อๆไป “เดี๋ยวผมเอากลับไปซักให้ที่บ้าน แล้วจะคืนพรุ่งนี้ เ