Death Love ...Intro...
posted on 14 Mar 2008 20:54 by piojos in Fic-Death-Love
สายลมพัดโชยเอื่อย ตัดขั้วใบไม้สีทองอร่ามให้ปลิวฟุ้งคละเคล้ากับเศษกิ่งก้านที่ร่วงโรย ภายในสวนสวยที่จัดตกแต่งอย่างเลิศหรู บ่งบอกถึงฐานะทางตระกูลของผู้อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี
“ อากาศเย็นเยี่ยงนี้.... ” สตรีผู้เป็นนางกำนัลหยุดคำพูดไว้แต่เพียงเท่านั้น เมื่อเล็งเห็นฝ่ามือบอบบางที่ยกขึ้นคล้ายจะห้ามไม่ให้เอ่ยประโยคต่อมา เพราะตัวเขาเองก็รู้อยู่แก่ใจในสิ่งที่หล่อนจะเอ่ยเตือน
“ เราไม่เป็นไร ”
“ แต่ว่า... ”
“ หาเสื้อคลุมให้หน่อยสิ ” เสียงหวานเอ่ยเป็นเชิงขอร้องให้ทำตาม นางกำนัลสูงวัยจึงได้แต่พยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนจะหมอบคลานถอยหลังกลับไปหาสิ่งที่คุณชายของหล่อนต้องการ
“ ย่างเข้าเหมันต์แล้วหรือนี่ ...เร็วเสียจริง ” คำรำพันเลื่อนลอย พร้อมกับแขนผอมบางที่ยื่นออกไปรับใบไม้แห้งกรอบมาพิจารณาในอุ้งมือนิ่ม
...ไม่นานเขาคงต้องเป็นเฉกเช่นใบไม้เหล่านี้
รอยยิ้มหวานจัดหากทว่าเศร้าโศกยิ่งนัก ฉายชัดบนใบหน้าขาวนวลของชายหนุ่ม ผู้เป็นบุตรชายคนเดียวของ อีทงฮวาน ขุนนางชรา ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายขององค์จักรพรรดิ
อีทงเฮ เกิดมาพร้อมกับโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษา และไม่ว่า ทงฮวาน จะพยายามเสาะหาหมอที่เก่งกาจมากมายเพียงใด แต่ละคนก็มักจะส่ายหน้า แล้วเอ่ยสั้นๆเพียงแค่คำว่า....
“ คงอยู่ได้ไม่เกินอายุยี่สิบ ”
นั่นคือคำๆเดียวที่เขาจำได้ขึ้นใจตั้งแต่อายุห้าขวบ จวบจนตอนนี้...สิบเก้า ฤดูหนาวที่โหดร้ายในปีนี้ก็กำลังจะมาพรากเอาชีวิตของเขาไป ดังเช่น สายลมเยียบเย็นเมื่อครู่
“ คุณชาย... ” นางที่เป็นทั้งข้ารับใช้และผู้ดูแลทอดเสียงด้วยความหนักใจอย่างยิ่ง
อากาศหนาวเยี่ยงนี้ แต่คุณชายกลับมานั่งตากลมในสวน หากเป็นอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร?
...หล่อนคิดในใจ พลางเหลือบมองเรือนร่างเล็กบางผิดสรีระของบุรุษ เรือนผมสีดำขลับคลอเคลียระแก้มใส คิ้วโก่งได้รูป ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อรับกับจมูกโด่งสวย และนัยน์ตาสีเปลือกไม้ที่น่าหลงใหล
คงจะดีกว่านี้นัก ถ้าหากความงดงามเหล่านั้น จะไม่ถูกบดบังด้วยโรคภัยที่น่ากลัว....
“ เข้าข้างในเถอะเจ้าคะ ”
“ ยังหรอก เราอยากรอคิบอมตรงนี้มากกว่า ” ยิ้มอ่อนโยนพลันเกิดขึ้น ทันทีที่ชื่อนี้ถูกเอื้อนเอ่ยจากกลีบปากสีสวย ซึ่งช่วยแต่งแต้มให้ดวงหน้าของทงเฮดูกระจ่างขึ้นมาทันตา
“ ถ้าเช่นนี้ ก็ช่วยโปรดสวมนี่ไว้ด้วยเถิดเจ้าคะ ” เสื้อคลุมสีแดงอมส้มถูกวางพับไว้อย่างดีเคียงข้างหนุ่มน้อยร่างบาง รอเพียงแค่เจ้าตัวเอื้อมหยิบมันมาสวมใส่เท่านั้น
“ ขอบใจนะ ” ร่างบางเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะสอดแขนเข้าไปในอาภรณ์สีปาริชาติ ที่ช่วยขับผิวขาวให้แลดูขาวยิ่งขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว
“ งามจริงๆเจ้าคะ...งามกว่าสตรีอย่างเราๆเสียอีก คาดว่าเมื่อใดที่ท่านชายกลับมา คงจะได้ตกตะลึงเหมือนอย่างที่อิชั้นเป็นอย่างแน่แท้ ”
“ เจ้าก็พูดเกินจริง ”
“ ไม่หรอกเจ้าคะ อึนนา...ไม่ได้พูดเกินจริงเลยสักนิด ” หล่อนส่ายหัวปฏิเสธ และทงเฮก็เพียงยิ้มรับบางๆ
“ ช่างเถอะ เจ้ามีงานอะไรก็จงไปทำเถิด ...เราจะรออยู่ตรงนี้อีกสักครู่ แล้วจะกลับเข้าไปแล้วกัน ” ทงเฮรีบเอ่ยดักคอ นางกำนัลที่มีทีท่าว่าจะทักท้วงเรื่องที่เขาจะดันทุรังนั่งอยู่ตรงนี้ต่อไป
“ เจ้าคะ ” อึนนารับคำแบบไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าใดนัก แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากทำตามคำสั่งกลายๆที่ได้รับมาเท่านั้น
ทงเฮถอนหายใจเป็นไอสีขาว ก่อนสายลมหนาวเย็นจะพัดผ่านมาปะทะเข้าที่ผิวหน้า เป็นสัญญาณการมาถึงของใครบางคนที่เขารอคอย
“ ดื้อเพ่งอย่างนี้ เจ้าไม่กลัวหรือไงว่า มันจะทำให้อายุขัยของเจ้าลดถอยลง ” เสียงทุ้มกังวานดังขึ้นรอบตัว แต่ไม่ปรากฏตัวผู้พูดแต่อย่างใด และมันก็เกิดขึ้นหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาทีที่ร่างของ อีทงเฮ นั่งชมสวนอยู่ผู้เดียว โดยปราศจากนางกำนัลข้างกาย
“ ก็ท่านกำลังจะเอามันไปไม่ใช่หรือ? ” ยอกย้อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงแววรื่นเริงทุกครั้งที่ได้ฉะฝีปากกับอีกฝ่าย
“ ดูท่าเจ้าจะอยากตายมากสินะ …ไม่กลัวหรือไง? ”
กลุ่มควันสีดำทะมึนเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นตรงหน้าทงเฮ แม้จะไม่เป็นตัวตนเท่าที่ควร แต่ก็พอจะเดาออกถึงรูปทรงที่น่าเกรงขาม
“ อันความตายหาใช่ จุดสิ้นสุดของชีวิตไม่ ”
“ เปรียบเปรยได้สวยหรูเสียจริง แม่ดอกไม้งามเอ๋ย... ถ้าหากเจ้าไม่เกรงกลัวดั่งปากว่า แล้วเหตุใดถึงขอประวิงเวลาอยู่อีกล่ะ ”
“ ท่านไม่เข้าใจหรอก ”
“ ทำไมข้าจะไม่เข้าใจ ”
อีกฝ่ายถามกลับทันควัน พลางลอยวนรอบๆตัวทงเฮ ราวปุยเมฆที่ล่องลอยบนท้องฟ้าคราม
“ ท่านไม่เคยมีความรัก ”
“ แล้วเจ้ามีงั้นหรือ? ความรักอะไรนั่นน่ะ... ” คำถามที่ได้รับคำตอบเป็นพวงแก้มซีดขาว ที่ค่อยๆซับสีของเสื้อคลุมแพรไหมที่สวมใส่อยู่ให้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าภายในเวลาอันรวดเร็ว
คำตอบที่ได้รับโดยไร้การเอื้อนเอ่ยคือ...........ใช่
“ ด้วยเหตุนี้เจ้าจึง...? ”
“ เพื่อไม่ให้ข้าต้องจากเขาเร็วเกินไป ได้โปรดช่วยเมตตาด้วย ”
ทงเฮค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ไม่ได้ดูอ่อนน้อมเป็นพิเศษ หรือแข็งกร้าวเอาแต่ใจ หากแต่แสดงออกถึงการร้องขอความเห็นใจ ที่สุดแท้แต่ มัจจุราช ตนนี้จะปราณี
“ ผู้ใด? ”
“ ท่านไม่ได้ล่วงรู้จิตใจมนุษย์หรอกหรือ ”
“ ข้ามีหน้าทีพรากเอาดวงวิญญาณ...ไม่ใช่นักทำนายเสียหน่อย ” คนพูดเริ่มออกเสียงฟึดฟัด คล้ายไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก ที่ไม่สามารถอ่านใจของหนุ่มหน้าสวยผู้นี้ได้
“ ถ้าเช่นนั้น รอให้ท่านพรากวิญญาณของข้าออกจากร่างก่อนแล้วกัน ข้าถึงจะเอ่ยนามของคนที่ข้ารัก ”
“ เจ้ามันเจ้าเล่ห์ ” คำพูดประชดประชัน ทำให้คุณชายผู้บอบบางหัวเราะเบาๆในลำคอ
บางทีการได้คุยเล่นกับ มัจจุราช ...ใครเลยจะล่วงรู้ว่าสนุกเพียงใด
“ แล้วก็ประหลาด ”
“ อย่างไรหรือท่าน…? ” ทงเฮเลิกคิ้วถามด้วยรอยยิ้ม เมื่อกลุ่มควันหยุดลงตรงหน้า
“ มีมนุษย์ที่ไหน มองเห็นมัจจุราชเช่นเจ้ากันเล่า! เห็นไม่พอ ยังมาพูดคุยสนทนากันทุกวันอย่างนี้ ไม่ใช่ประหลาดแล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะ ”
“ คงงั้นกระมัง แต่ท่านก็เป็นมัจจุราชประหลาดด้วยเหมือนกัน ”
“ เอ๊ะ..? ” ถึงปลายเสียงจะฟังดูหงุดหงิดเหมือนไม่พอใจ แต่ทงเฮกลับสัมผัสได้ว่า อีกฝ่ายกำลังเปิดทางให้เขาได้พูดในสิ่งที่คิด มากกว่าห้ามปรามให้หยุด
“ ก็ท่านมาสนทนาอยู่กับมนุษย์อย่างข้าตั้งนานนม ...หรือว่าในโลกใบนี้มีแต่ข้าที่ใกล้จะตาย ท่านถึงคอยวนเวียนเป็นสายลมเย็นยะเยือกอยู่รอบๆตัวข้าเช่นนี้ มัจจุราชตนอื่นๆก็เป็นอย่างท่านหรือไร? ”
ร่างบางเอียงคอด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็นไม่น้อย
จริงอยู่ที่ทงเฮสามารถพูดคุยกับสิ่งที่จะมาเอาชีวิตของเขาไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่ลึกๆแล้วก็อดสงสัยถึงเหตุผลของอีกฝ่ายไม่ได้ ...ว่าเพราะเหตุใดจึงยอมยืดเวลาให้กับเขาอย่างง่ายดายนัก
“ เจ้านี่ชักจะลามปามใหญ่! ข้าไม่ได้อยู่รอบตัวเจ้าเสียหน่อย ...เรื่องทั้งหมดเจ้าอุปทานไปเองทั้งสิ้น ”
“ ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าคงต้องขออภัยที่ล่วงเกิน ”
“ ดี!! จำเอาไว้นะ เมื่อใดที่ล่วงพ้นเหมันต์ ข้าจะกลับมานำเจ้าไป ตามสัญญา... ”
สุ้มเสียงที่ตวาดก้องจนหูอื้อ เกิดขึ้นพร้อมกับกลุ่มควันที่ม้วนหมุนเข้ารวมกันราวพายุที่บ้าคลั่ง ก่อนจะหายวับไปในพริบตาเดียว ทงเฮได้แต่กดยิ้มเศร้าสร้อยส่งท้าย มัจจุราชปริศนา ที่คงจะพาลโกรธจนไม่มาหาเขาอีกต่อไปอย่างที่ลั่นวาจาเอาไว้เป็นแน่แท้
...แต่จะโทษใครได้ล่ะ นอกจากตัวเอง
“ คิบอม...กลับมาเร็วๆสิ เราหนาว........ ” กอดอกเพื่อเพิ่มไออุ่นให้กับร่างกายที่อ่อนแอเพราะโรคภัยของตัวเอง พลางร้องเรียกชื่อของบุคคลที่ไม่ได้อยู่ ณ ที่นั้น หวังว่าจะได้อุ้งมือใหญ่มาเติมเต็มไออุ่นที่ขาดหายด้วยวงแขนกำยำ และลมหายใจร้อนผะผ่าวที่ซุกไซร้ที่ซอกคอหอมกรุ่น ช่วยบรรเทาความเหน็บหนาวที่เริ่มกลืนกินไปทั้งกายและใจ
“ ถ้าได้อยู่ร่วมดูดอกไม้ผลิบาน ในช่วงวสันต์คงจะดีไม่น้อย......อ๊ะ! ”
อาการไอจนหอบตัวโยนกำเริบโดยไม่ทันตั้งตัว ฝ่ามือบางรีบตะครุบปากของตนเพื่อปิดกั้นเสียง และของเหลวสีแดงสดที่หลั่งรินออกมาจากภายในลำคอ
“ อ.....อ่ะ ” ร่างบางคู้ตัวลงจนหน้าผากเกลี้ยงจรดหัวเข่า ช่องท้องบิดมวนคล้ายจะอาเจียน
สิ่งของรอบกายเหมือนแปรสภาพเป็นโครงร่างที่ไม่ชัดเจน จนทำให้มึนหัวและไม่อาจคงสติเอาไว้ได้อย่างที่ตั้งใจ ....จะตายแล้วงั้นหรือ??
เพราะทำให้ท่านโกรธ....ท่านจึงไม่รักษาสัญญาหรืออย่างไร ท่านมัจจุราช???
ทงเฮรำพึงในใจอย่างก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง
.....ตกอยู่ในความมืดมิดชั่วนิรันกาล.....