Fic-El-Corazon

Corazon ...3...

posted on 17 Nov 2007 15:47 by piojos  in Fic-El-Corazon






เมื่อไม่สามารถกลับไปแก้ไข ‘อดีต’ ได้อีก

สิ่งที่ผมทำได้ในตอนนี้ ก็มีเพียงแค่ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่านั้น…..





........................................................




ขนตาเป็นแพหนานิ่งสนิท เพราะเปลือกตาที่ปิดตาย ……
จมูกโด่งรั้น เชิดนิดๆ รับกับริมฝีปากแดงสดที่เผยออ้าผ่อนลมเข้าออกน้อยๆ
ใบหน้าขาวนวล อ่อนเยาว์ จนไม่น่าเชื่อว่าเป็นคนที่มีอายุมากกว่า
ผิวกายเนียนละเอียด นุ่มนิ่ม ทุกสัมผัสที่ลากผ่าน และจับต้อง
อกบางที่สะท้อนขึ้นลง พร้อมจุดสีสวยทั้งสองข้าง เอวคอดกิ่ว ไล่เรื่อยมาถึงสะโพกกลมกลึง รอยแดงจ้ำ ยังคงเห็นได้อย่างชัดเจนตัดกับสีผิวขาวจัด มันคือ ร่องรอยของผมที่เหลือทิ้งไว้บนตัวของเขา .....ทงเฮ


ผมมองพิจารณาร่างที่นอนหลับตาพริ้มอยู่นานสองนาน อยากจะเอื้อมมือไปสัมผัสสิ่งที่ตาเห็น หากแต่ยั้งไว้ เพราะเกรงว่ามันจะทำให้ทงเฮตื่นขึ้น



“ ฉันรักนายนะ...คิบอม ”



ประโยคที่ได้ยินซ้ำๆในหัว ไม่ว่าจะสะบัดไล่ยังไง ก็ยังคงติดตรึงอยู่ในใจ พร้อมกับความรู้สึกผิดที่วิ่งแล่น คอยทำให้ว้าวุ่น ปั่นป่วน


ทงเฮชอบผม......คือเรื่องที่ไม่คาดคิดมาก่อน
ไม่ใช่ว่ารังเกียจ แต่มันไม่อาจตอบรับความรู้สึกนั้นได้ทันที
เขาอาจคิดว่าที่เรามีอะไรกัน มันเกิดจากความรักของทั้งสองฝ่าย และถ้าทงเฮคิดอย่างนั้นจริงๆ ผมคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองได้อย่างแน่นอน .....



เพราะสำหรับผม เรื่องเมื่อคืนมันไม่ใช่ความรักน่ะสิ!!!!!



ผมอาจจะไม่ได้เมาถึงขั้นที่ทำอะไรโดยไม่รู้สึกตัว แต่สิ่งหนึ่งที่คอยผลักดันให้ทุกอย่างมันเกิดขึ้น คือ ความอยากรู้ อยากลองของผมเองทั้งสิ้น! ซึ่งถ้าทงเฮรู้....เขายังจะรักผมอีกอย่างนั้นหรือ???


แค่คิดผมก็กลัวจนไม่กล้าที่จะนึกภาพของเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นอีกต่อไป


จะเรียกว่าขี้ขลาดก็คงว่าได้...


ผมค่อยๆยันตัวลุกขึ้นจากเตียง ทำทุกอย่างให้แผ่วเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้อีกคนรู้สึกตัว จากนั้นจึงก้มหยิบเสื้อผ้าที่ยังติดกลิ่นแอลกอฮอล์ไม่น้อยขึ้นมาสวมใส่อย่างรวดเร็ว


“ ขอโทษ ” ผมเอ่ยสั้นๆกับร่างที่ยังนอนหลับอยู่ ก่อนจะปีนหน้าต่างที่อยู่ตรงข้ามกับหน้าต่างของห้องตัวเองกลับเข้าไปในบ้าน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น




ตึก!...ตึก!!




คิดว่าจะทำเหมือนไม่มีอะไร แต่หัวใจกลับเต้นอย่างผิดจังหวะ เพียงแค่นึกไปถึงเรื่องเมื่อคืน ร่างกายก็ชาวาบและร้อนผ่าวคล้ายจับไข้ ....ทงเฮมีอิทธิพลกับผมมากขนาดนี้เชียวหรือ?



“ พี่มันตัวจุ้นจริงๆ ”




ผมนึกย้อนถึงคำพูดที่ชอบใช้กล่าวถึงทงเฮเป็นประจำ


ใช่! ...ถึงตอนแรกๆ ผมอาจจะนึกรำคาญ ที่อยู่ๆความเป็นส่วนตัวของผม ก็ถูกบุกรุก โดยร่างบอบบางคล้ายผู้หญิงของพี่ชายข้างบ้าน คนที่ชอบมาขอนอนด้วยประจำเวลาที่ตัวเองทะเลาะกับแม่


หากแต่บางส่วนในใจผมกลับค่อยๆเปิดกว้าง ยอมรับตัวตนของพี่ชายคนนี้เข้ามาทีละน้อย
เหมือนทงเฮค่อยๆเจาะรูเล็กๆที่เป็นช่องโหว่งนั้น ให้ใหญ่ขึ้น โดยที่ผมไม่รู้ตัว ....


เพราะฉะนั้น มันคงไม่แปลกที่ผมจะรู้สึกผิดที่ทำอย่างนั้นกับคนที่ผมรู้สึกดีๆด้วยใช่มั้ย??


เรื่องเมื่อคืน....มันผิด!!!
ผมไม่อยากให้เขาจดจำด้านที่แย่ๆของผม ดังนั้นมันคงเป็นการดีไม่น้อยถ้าหาก ทั้งผมและเขาจะลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปซะ! ไม่ต้องไปจำมันให้ต้องเสียความรู้สึกจริงมั้ย?




อย่างน้อย ‘เวลา’ ก็คงจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นเอง ....



........................................................




“ เมื่อกี้ พี่หายไปไหนมา?? ” ผมถาม เมื่อทงเฮเดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง


ผมผุดลุกจากเตียงที่เพิ่งทิ้งตัวนอนไม่ไม่ถึงสิบนาที หลังจากที่ทงเฮเดินออกจากห้องไป สาวเท้ายาวๆเปิดประตูแง้มออก เพื่อมองว่าทงเฮกำลังทำอะไรที่ห้องนั่งเล่น แต่สิ่งที่ผมเห็นก็มีเพียงแค่แผ่นหลังเล็กบางที่หายออกไปพร้อมกับประตูหน้าห้องที่เคลื่อนมาปิดทับได้อย่างพอดิบพอดี


คำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจคือ ....ไปไหน?
นึกสงสัย แต่ก็ไม่ได้ตามไปดูให้รู้แน่ชัด ผมตัดสินใจเข้าไปชำระล้างร่างกาย พลางคิดว่าทงเฮอาจจะแค่ออกไปหาอะไรทานเล่นล่ะมั้ง? ไปไม่นานก็คงจะกลับ ....แต่การคาดการณ์ ของผมผิดพลาด เมื่อล่วงเลยไปกว่าสองชั่วโมง ร่างบางก็ไม่มีวี่แววจะกลับเข้ามาแต่อย่างใด และนั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกเป็นห่วง กังวล ว่าอาจจะเกิดอันตรายขึ้นกับพี่ชายคนนี้ก็เป็นได้


ความคิดนั้นทำให้ผมอยู่ไม่สุข ผุดลุกผุดนั่ง รอคอยว่าเมื่อไหร่ที่ทงเฮจะกลับมา
กระวนกระวาย ราวกับมีเปลวไฟที่แผดเผาอยู่ในร่าง ให้ทรมานทั้งเป็น.......


“ ฉันจำเป็นต้องรายงานนายทุกฝีก้าวเลยหรือไง? ” เขาตอบกลับด้วยเสียงเย็นๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง แต่ผมไม่ยอมให้มันเป็นอย่างนั้นหรอก!


“ ปล่อยนะ...ฉันเจ็บ ” ทงเฮบิดข้อมือที่ถูกผมเกาะกุม พลางนิ่วหน้า


“ พี่ถาม ทำไมพี่ถึงไม่ตอบ....อาบน้ำเสร็จแล้วออกไปไหนมา ”


“ ไปซื้อตั๋วรถไฟ ”


“ สำหรับพรุ่งนี้? ”


“ ไม่ ฉันจะกลับบ้านคืนนี้ ”


“ ไหนพี่บอกว่าจะค้างไง!!! ”


ผมละล่ำละลักถาม หัวใจเหมือนหล่นวูบจากที่สูง แค่ได้รู้ว่าทงเฮกำลังจะกลับไป


“ ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ... ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันก็กำลังจะไปไม่ให้นายเห็นหน้า แล้วนายก็จะได้ลืมเรื่องบ้าๆที่เกิดขึ้นเมื่อห้าปีก่อนได้อย่างสนิทใจยังไงล่ะ ”


“ อย่ามาประชดผมนะ...ทงเฮ!!! ”


ผมฉุนเฉียวไม่น้อย ที่ได้ยินประโยคประชดประชันจากริมฝีปากนั่น! ปลายลิ้นที่กำลังเอ่ยคำร้ายกาจ ผมอยากจะรั้งเข้ามาดูดกลืนมันให้หมด เพื่อจะได้ไม่ต้องได้ยินให้ระคายหูอีกต่อไป


“ ฉันไม่ได้ประชด ก็นายเป็นคนพูดเอง ” นัยน์ตาสีน้ำตาลทอประกายของเหลวบางอย่างที่อยู่ลึกข้างใน จนผมไม่กล้าที่จะหาเรื่องเขาไปมากกว่านี้


“ โอเค! ถ้าพี่ต้องการอย่างนั้น....มันก็ดีเหมือนกัน จะไปกี่โมงล่ะ นี่ก็จะบ่ายแล้วนี่...เดี๋ยวผมไปเรียนกลับมาแล้วจะขับรถไปส่งที่สถานีให้ดีมั้ย? ”


ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ แล้วถามแบบประชดกลับ ทั้งที่ใจไม่คิดจะทำอย่างนั้นเลยสักนิด


“ ...... ” ทงเฮไม่ได้โต้ตอบวาจาเผ็ดร้อนอย่างที่ผมคาดว่าจะได้รับกลับมา


มีเพียงกลีบปากสีสดที่ขบเม้มเข้าหากัน และแววตาตัดพ้อที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าเฉยชา ราวไม่รู้สึกรู้สม
มันก็เพียงพอที่จะทำให้ผมเดาคำตอบของทงเฮได้แล้ว ....



........................................................




“ เหม่อ...คิดถึงใครอยู่เหรอ? ”


“ เปล่านี่ ”


“ คิดถึงแค่ฉันก็พอนะ เข้าใจมั้ย คิบอม... ”


“ ...... ”


ผมเริ่มรู้สึกอึดอัดเหมือนหญิงสาวที่เรียกได้ว่า เป็นคู่ควงคนล่าสุดของผม เริ่มจะเข้ามาเกาะแกะที่แขนอย่างไร้กาลเทศะ เนื่องจากเบื้องหน้าคือ อาจารย์ผู้สอน และข้างๆก็รายล้อมไปด้วยเพื่อนนักศึกษาที่กำลังนั่งจดคำอธิบายอย่างตั้งใจ


“ วันนี้คิบอมว่างมั้ย? ” หล่อนถาม พลางเบียดเนินเนื้ออวบอิ่มออกมาจากเสื้อคอลึก จงใจให้แตะโดนท่อนแขนของผม ...ยั่วเย้าอย่างคนขี้เล่น


“ ทำตัวดีๆหน่อยสิ ” ผมเอ็ดเสียงเบา ก่อนพยายามจะดึงแขนซ้ายออกจากการเกาะกุม


“ ฉันไปค้างที่ห้องได้มั้ย….หืม? ” น้ำหอมกลิ่นฉุน แสบจมูก โชยใกล้พร้อมกับใบหน้าที่แต่งไว้อย่างสวยงามที่เคลื่อนเข้ามาซบบนไหล่ที่นิ่งแข็ง ปลายเล็บสีจัดเขี่ยเล่นไปมาแถวกระดุมเสื้อเชิ้ตของผม ปลดเข้าปลดออกจนน่ารำคาญ


“ ไม่! ” ผมบอกปฏิเสธไปแบบไม่นิ่มนวลนัก


“ ทำไมล่ะ? ….หรือว่าคิบอมมีคนอื่นนอกจากฉัน ”


คำถามที่ผมนึกย้อนถึง คนอีกคน ....ไมรู้ป่านนี้จะไปถึงที่สถานีหรือยัง จะได้กินอะไรรองท้องก่อนหรือไม่ เป็นห่วงสารพัดจนเรียนไม่รู้เรื่อง สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะเรื่องของคนๆเดียว


“ ไม่นี่... ”


“ แล้วทำไมไม่ให้ฉันไปค้างที่ห้องล่ะ ”


“ อยากจะไปอย่างนั้นเหรอ ”


“ ก็จะไปทำให้คิบอมมีความสุขยังไงล่ะ ” หล่อนว่าแล้วก็ยิ้มมีเลศนัยด้วยคำพูดกำกวม ที่สามารถตีความหมายได้เพียงไม่กี่แง่



หากทว่า ความสุขของผมนั้นคืออะไร???
คิดหรือว่า เรื่องอย่างว่า คือความสุขของผม....
สิ่งเหล่านั้นมันก็เป็นแค่เครื่องบำบัดความใคร่ก็เท่านั้นแหละ!!


เป็นเรื่องที่ผมทำกับคนอื่นๆ เพื่อให้ลืมสิ่งที่เคยทำไว้กับทงเฮ ....




“ ขำอะไรน่ะ ... ” หล่อนถามขึ้น ทันทีที่เห็นผมหัวเราะในลำคอเบาๆ


“ เปล่า....ไม่มีอะไรหรอก ” ผมบอกไปอย่างนั้น แต่ใจจริงผมกำลังหัวเราะสมเพชตัวเองอยู่ต่างหาก



คิดว่าจะลืม.....จะลืม แต่ผลสุดท้ายเป็นอย่างไรล่ะ
...ก็คิดถึงแต่เขาอยู่ดีไม่ใช่หรือไง????




“ ว่าแต่ตกลงจะไปมั้ย??? ”


ผมเลือกที่จะเสนอไปแบบนั้น เพราะรู้ดีว่าเจ้าหล่อนก็คงรีบตอบตกลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน


“ ไปสิ! ” ผมยิ้มรับคำตอบของหล่อน โดยไร้ซึ่งความหมายใดๆในรอยยิ้มนั้น



ผมผูกพันกับคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตด้วยร่างกาย
แต่สิ่งมีเพียงสิ่งเดียวที่ผูกมัดหัวใจของผมเอาไว้ตลอดมา



มันคือคำพูดที่ว่า....



“ ฉันรักนายนะ...คิบอม ”



........................................................



ดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า ในขณะที่ผมประคองร่างหญิงสาวที่เป็นถึงดาวคณะกลับเข้าคอนโดมาด้วยกัน ผมรับรู้ถึงสายตาหลายคู่ที่ทองมาอย่างอิจฉาตาร้อน เพราะการผมได้ควงกับดาวคณะที่สวยจนชายหนุ่มทุกคนต้องเหลียวหลังมองซ้ำ แต่ทำไมผมถึงได้รู้สึกไม่ยินดียินร้ายที่ได้เป็นเจ้าของหล่อนมากเท่าที่ควรกันนะ?


“ คิบอม~ ”


“ หะ...หืม? ”


“ วันนี้เป็นอะไร ทำไมดูเหม่อๆชอบกล ”


“ พอดีมีเรื่องที่ต้องคิดนิดหน่อยน่ะ ”


ผมแสร้งยิ้มเอาใจ พลางเกี่ยวกระหวัดเอวบางเข้ามาแนบชิด แล้วก้าวเข้าไปในลิฟต์พร้อมกัน ในใจได้แต่หวังว่าการชักชวนหล่อนมาในครั้งนี้ จะทำให้ผมไม่ต้องนึกถึงเรื่องของทงเฮอีกต่อไป


“ คิดถึงจังเลยน้า~ ฉันไม่ได้มาที่นี่นานแค่ไหนแล้วนะ ” หล่อนพูดลอยๆ ก่อนจะหัวเราะคิกคักอย่างมีจริต



แกร๊ก!!!!



เสียงปลดล็อคดังขึ้น พร้อมกับการประกบแลกจุมพิตกันระหว่างผมกับหล่อนเหมือนสัตว์ป่าที่หิวกระหาย และไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้ง จนกว่าจะอิ่มท้อง


ผมดันร่างที่เล็กกว่า เข้าไปในห้องที่มืดสลัว ไม่ได้ใส่ใจที่จะเปิดไฟเพิ่มความสว่าง ในเมื่อสิ่งที่ต้องการไม่ใช่การได้เห็นอะไรต่อมิอะไรอย่างชัดแจ้ง มันเป็นเพียงแค่การบำบัดความต้องการให้จบๆสิ้นไปก็เท่านั้น .....จะได้เลิกคิดถึงเขาซะที!!


“ อ่ะ! ” เสียงร้องเพราะตกใจ ทำให้ผมลืมตาขึ้น ผละริมฝีปากออก แล้วมองไปทางต้นเสียงที่อยู่ตรงหน้า



ทงเฮ!......กลับไปแล้วไม่ใช่หรือ???



“ นี่ใครกันน่ะ คิบอม... ” หล่อนถาม มีน้ำเสียงแห่งความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะอยู่ไม่น้อย เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างบางผุดลุกขึ้นจากโซฟาตัวยาว ที่เคยใช้อาศัยนอนไม่กี่นาที ก่อนจะตื่นมาเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเช่นนี้เข้า


“ เอ่อ.... ” ผมนึกไม่ออกถึงสถานภาพระหว่างผมและทงเฮในตอนนี้ แต่ที่มากกว่ากว่านั้นคืออาการตกใจ จนทำอะไรไม่ถูก คล้ายเด็กที่ถูกจับได้เมื่อทำความผิด


“ อา~ นายนี่แย่จริงๆเลยคิบอม มีสาวน่ารักอย่างนี้เป็นแฟนก็ไม่บอกพี่ชายคนนี้สักคำเลยนะ คิดจะหวงเอาไว้คนเดียวล่ะสิ ”
สีหน้าที่อยู่ภายใต้เงามืด ไม่ว่าผมจะพยายามเพ่งมองอย่างไร ก็ไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่า ทงเฮพูดประโยคนี้ด้วยใบหน้าแบบไหน


“ ใช้ไม่ได้เลยนะ คิบอม...แม้แต่กับพี่ นายยังหวงขนาดนี้ สงสัยคงจะเป็นคนสำคัญมากสินะ



“ ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกคะ เอ~ แต่ไม่ยักรู้ว่าคิบอมมีพี่ชายด้วยนี่คะ ”


“ คือผมเป็นพี่ชายข้างบ้านน่ะครับ เผอิญว่ามีธุระที่โซล ก็เลยมาขออาศัยคิบอมอยู่ด้วย จะได้ประหยัดค่าที่พักยังไงล่ะครับ คุณ....เอ่อ ”


“ ฮัน นาฮี คะ ”


“ ครับ....ผม อี ทงเฮ ยินดีที่ได้รู้จักแฟนคนสวยของน้องชายครับ ”


ร่างบางผุดลุกขึ้น มาจับมือทักทายกับหญิงสาวข้างๆ โดยไม่คิดจะสบตาผมแม้แต่น้อย
ทั้งสองเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย โดยเฉพาะทงเฮที่ทำราวกับผมเป็นอากาศธาตุ ไม่พูด ไม่มองหน้า ไม่ถูกเนื้อต้องตัวเกินจำเป็น ....ไม่ได้คิดอะไรอย่างที่ปากว่า หรือ แค่เสแสร้งทำเป็นเก่งกันแน่ อีทงเฮ???


“ ทำไมพี่ถึงยังไม่ไปอีก ”


“ เอ๋….? ”


“ อะไรกัน คิบอม! จะไล่พี่ทงเฮไปไหน ”


“ ก็เขาจะกลับวันนี้ ซื้อตั๋วไว้แล้วไม่ใช่เหรอครับ
พี่ชาย....
” ผมจงใจเน้นคำสุดท้าย ด้วยน้ำเสียงท้าทาย


ทงเฮขบริมฝีปาก ก่อนจะเอ่ยตอบโดยที่ไม่หันมามองหน้าผมสักนิด ....


“ จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ! ” เขาว่า แล้วเดินกลับไปที่โซฟาตัวเดิม ซึ่งมีกระเป๋าใบโตใช้หนุนต่างหมอน ยกขึ้นสะพายหลัง จนดูตัวเล็กขึ้นไปอีกหลายเท่า


“ จะไปแล้วเหรอคะ แย่จัง~ เพิ่งรู้จักกันแท้ๆ ” นาฮีบ่นเสียดาย แต่ทำไมผมจะไม่รู้ธาตุแท้ของผู้หญิงคนนี้ล่ะ ปากก็ว่าไปอย่างนั้น หากแต่ภายในใจคงกำลังลิงโลดทนแทบจะเก็บอาการไว้ไม่มิดเลยน่ะสิ


“ รู้จักแค่นี้ก็พอแล้วนี่ .....เพราะผมหวงคุณจะแย่ ”


ผมวาดวงแขนโอบไหล่หญิงสาวเหมือนรักใคร่เสียเต็มประดา แต่ดวงตากลับจ้องมองใบหน้าขาวไม่ลดละ ในเมื่อส่งบทน้องชายมาให้ ผมก็จะเล่นมันให้ถึงที่สุดเชียวล่ะ ทงเฮ!!!


“ ผมลาล่ะครับ คุณนาฮี...............................ลาก่อนนะ คิบอม ” กล่าวคำลา ก่อนจะเดินสวนออกไป ด้วยสีหน้าที่ผมไม่สามารถบรรยายได้ถูกถึงความรู้สึกข้างใน



เศร้าอย่างนั้นรึ? เสียใจ? ผิดหวัง?
บอกไม่ได้ว่าเป็นความรู้สึกของทงเฮ หรือผมกันแน่ที่รู้สึกอย่างนั้น


อย่าไปเลยนะ......อยากจะรั้งไว้ด้วยคำนี้ แต่ปากก็หนักเกินกว่าจะเอ่ยมันออกมา
ผมจะลืม และพี่ก็ต้องลืมมัน ทงเฮ...........ถ้าทำไมได้พี่ก็จะเจ็บปวดเพราะมัน


การร่ำลาระหว่างเราครั้งสุดท้าย คือตอนก่อนที่ผมจะย้ายมาอยู่ที่โซล
ผมเขียนมันเป็นจดหมาย ที่ปิดผนึกไว้อย่างดี…...................................แต่ไม่เคยได้ส่งมัน


ครั้งนี้ได้ยินกับหูตัวเอง ถึงได้รู้ว่าการถูกทิ้งไป มันเจ็บปวดขนาดไหน


ถ้าตอนนั้น ไม่ใช่พี่.......ผมคงไม่นึกอยากจะลอง
และที่ผมลอง เพราะต้องการพี่จนเกินกว่าจะห้ามใจไหว
แต่ผมกลัว หากพี่จะเกลียดผม เพราะความรักของพี่มันใหญ่เกินกว่าที่ผมจะรับไว้ด้วยสองแขนที่ผมมี



คนอย่างพี่......ควรจะได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้ไม่ใช่หรือ???



“ คิ....คิบอม!! ” ผมหลุดจากภวังค์ เมื่อนาฮีเริ่มเรียกชื่อผม ด้วยเสียงที่ค่อยๆเพิ่มความดังขึ้นทีละน้อย


“ คิดอะไรอีกแล้ว ตอนนี้มีแค่เราสองคนนะ ”


“ ...... ”


“ เรามาต่อกันเถอะ.... ” มือของหล่อนเริ่มเคลื่อนเข้ามาลูบไล้บนแผงอก นาฮีสามารถโน้มน้าวให้ชายที่เธอคบเกิดอารมณ์ได้อย่างชำนาญและเก่งกาจ แต่คงไม่ใช่สำหรับผมในตอนนี้....


“ พอเถอะ! ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนรวบมือของหล่อนให้หยุดการกระทำที่ผมไม่มีร่วมสักนิด


“ ทำไมล่ะ ”


“ ผมไม่มีอารมณ์ คุณกลับไปดีกว่านะ เดี๋ยวผมขับไปส่งเอง ”


“ ไม่มีทาง!!! ” นาฮีฉุนจัด ที่มารยาของหล่อนไม่สามารถทำให้ผมลุ่มหลงได้


“ นายไม่มีสิทธิ์มาทิ้งขว้างฉันอย่างนี้นะ เห็นฉันเป็นอะไรกัน เป็นอีตัวที่จะเรียกให้มาก็มา ไล่ให้ไปก็ไปหรือยังไงกัน! ” ผมมองหญิงสาวที่ประพฤติตัวคล้ายกับสรรพนามที่หล่อนใช้เรียกอย่างไม่ผิดเพี้ยน และด้วยสายตาดูแคลนของผมกระมัง ที่ทำให้นาฮีกระทืบเท้าเร่าๆด้วยความขัดใจ


แต่มันจะไปมีประโยชน์อะไรอีกล่ะ สำหรับหล่อนคนนี้ ที่ผมใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้ลืมอีกคน
ในเมื่อใจของผม สามารถตระหนักได้ว่า..........ทำอย่างไรก็ไม่มีทางลบเลือนภาพใบหน้าของ อีทงเฮ ได้อย่างแท้จริงเลยสักครั้ง ที่ผ่านมาผมก็แค่หลอกตัวเองไปวันๆ ว่ามันคือฝันที่พอผมจะตื่นขึ้นมา แล้วพบว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง



“ เราเลิกกันเถอะ! ”



........................................................



หิมะที่โปรยปราย ขาวบริสุทธิ์
หากมันจะช่วยกลบฝัง ความในใจที่ดำมืดนี้ได้ก็คงดี


ผมคิดไปเรื่อยเปื่อย ในขณะที่เอาผ้าขนหนูชุบน้ำซับที่แก้มซ้ายเบาๆ
อันที่จริงมันก็สาสมไม่น้อย ที่ได้รับความเจ็บปวดแค่นี้ เทียบกับการไปหลอกใช้ความรู้สึกของคนอื่น เป็นเครื่องมือ ก็นับว่านาฮีได้ให้บทลงโทษที่เล็กน้อยเหลือเกิน สำหรับการตัดขาดความสัมพันธ์ของเรา


“ ขณะนี้พายุหิมะที่ได้โหมกระหน่ำทางตอนเหนือ ทำให้ทางรถไฟสายหลักที่มุ่งหน้าไปยัง........ ”



เสียงข่าวในโทรทัศน์ที่เปิดทิ้งเอาไว้ แทบจะไม่ได้เรียกความสนใจของผมเลย หากนั้นจะไม่มีการกล่าวถึงขบวนรถไฟที่จะกลับไปยังบ้านเกิดของผม จะต้องหยุดชะงักลงเพราะพายุหิมะ และได้มีการเปลี่ยนเที่ยวรถสำหรับผู้ที่ซื้อตั๋วสำหรับเดินทางในคืนนี้ ให้เป็นเช้าวันรุ่งขึ้นแทน



“ ทำไมพี่ถึงยังไม่ไปอีก ”


“ เอ๋….? ”


“ อะไรกัน คิบอม! จะไล่พี่ทงเฮไปไหน ”


“ ก็เขาจะกลับวันนี้ ซื้อตั๋วไว้แล้วไม่ใช่เหรอครับ พี่ชาย.... ”


“ จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ! ”




นึกได้ถึงคำพูดเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า ในหัวก็พลันว่างเปล่าเป็นสีของหิมะจนหมดสิ้น
ผมทิ้งผ้าขนหนูอย่างไม่ใยดี รีบวิ่งไปว่าเสื้อโค้ท สวมมันอย่างลวกๆ แล้วกระโจนออกไปอย่างรวดเร็วเท่าใจคิด ....ทงเฮ!! คือคนเดียวที่ผุดขึ้นภายในหัวที่ขาวโพลน



พี่ทำอย่างนี้ ทำไมกัน??? อีทงเฮ.....



........................................................



ท่ามกลางผู้คนที่คนขวักไขว่ที่ชานชาลา ร่างเล็กบอบบางซึ่งนั่งชันเข่าขึ้นมาบนเก้าอี้ พร้อมกับซบศีรษะกลมทุยลงไปที่หัวเข่า มันทำให้ผมแน่ใจว่ามาตามไม่ผิดที่เลยจริงๆ




ฟึ่บ!!!!




ผมห่อหุ้มคนตัวเล็กด้วยเสื้อโค้ทสีตุ่น ก่อนจะช้อนร่างบางขึ้นอุ้มหวังจะพากลับแต่โดยดี หากทงเฮจะไม่ดิ้นและร้องโวยวายขึ้นมาเสียก่อน


“ ทำอะไรน่ะ! ”


“ เอาคนขี้โกหกกลับบ้าน ”


“ ปล่อยนะ ” เขาสั่งเสียงเข้ม แต่มีหรือผมจะยอมทำตาม


“ รถไฟติดหิมะ กลับไม่ได้ ทำไมไม่บอกผม ”


“ ใครบอก...ฉันรออีกขบวนอยู่ต่างหากล่ะ ปล่อยสิ! ”


“ โกหก เมื่อกี้ผมเพิ่งไปถามเจ้าหน้าที่มา เขาบอกว่าคืนนี้จะไม่มีรถขบวนไหนมาทั้งนั้นแหละ ทงเฮ... ”


“ ..... ” เขาอึ้ง พูดไม่ออก แต่ก็ยังคงดิ้นขลุกขลักไม่หยุด จนผมต้องขู่ออกไป


“ ถ้าพี่ไม่หยุดดิ้น ผมจะจูบนะ!! ”


“ เก็บปากของนายไว้ให้นาฮีเหอะ สำหรับฉันมันก็แค่.............อื้อ~ ”


ผมรีบปิดปากคนชอบค่อนขอดลงด้วยปากของตัวเอง
ริมฝีปากของทงเฮ ยังหวานลึกซึ้ง ไม่เปลี่ยนไปจากห้าปีก่อนเลยแม้แต่น้อย
แต่ทว่าความโหยหา ในความรัญจวนใจที่เคยได้ลิ้มรสเมื่อนานมาแล้ว ทำให้ผมไม่อาจหยุดตัวเองให้มองไปรอบๆ และหยุดคลึงปากสีแดงจัด ที่เย็นเยียบเพราะอากาศที่หนาวเหน็บได้เลย




เพี๊ยะ!!!!




บทลงโทษสำหรับการไปลักจูบเขาดื้อๆ คือการฟาดมือลงบนแก้มของผม คนละข้างกับที่นาฮีฝากไว้


“ นายมันแย่ที่สุด!!! คิดว่าฉันเป็นตัวอะไรกัน? พอฉันมาหา นายก็ไล่ส่ง ทีฉันจะกลับ ทำไมนายต้องทำเหมือนจะรั้งฉันไว้ด้วยล่ะ คิบอม!! อยากจะแกล้งฉันมากนักหรือไงกัน!?? ”
ทงเฮพูดทั้งน้ำตาที่เอ่อคลอจนนัยน์ตากลายเป็นลูกแก้ววาววับ ที่ทำให้ผมมองมันด้วยความรู้สึกผิด


“ คืนนั้น นายขอโทษ แล้วก็หายไป ...หลบหน้าฉันจนกระทั่งย้ายมาที่โซล รังเกียจฉันมากสินะ ที่ฉันพูดว่ารักนายน่ะ รังเกียจมันมากใช่มั้ย???



“ ผม.......... ”


“ แต่ฉันก็ยังหวัง คิดว่านายอาจจะย้ายไปกะทันหัน จนไม่มีเวลาล่ำลา ...ฉันก็เลยรอ คิบอม ฉันรอว่าเมื่อไหร่นายจะกลับมาเยี่ยมบ้าน หรือไม่นายอาจจะส่ง..จดหมาย อีเมล์ หรืออะไรก็ตาม มาเพื่อบอกกับฉัน ว่านายเองก็คิดเหมือนกัน......รักฉันถึงได้ทำอย่างนั้น ... แต่มันก็ไม่เคยมี ...ไม่มีอย่างอื่น นอกจากคำขอโทษก่อนที่นายจะหายไปตอนเช้า คำพูดที่ทำให้ฉันต้องร้องไห้ทุกครั้งที่นึกถึงมัน ....ฮึก ”



หยาดน้ำสีใส ร่วงหล่นมาตามแก้มเนียนขาว
ผมนิ่งฟังที่ทงเฮระบายพร้อมน้ำตา ด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง ทับถมเป็นทวีคูณ


“ จนฉันต้องมาหานาย เพราะฉันเหนื่อยเกินกว่าที่จะอยู่กับความไม่แน่ใจอย่างนั้นตลอดห้าปี มาฟังนายบอกออกจากปากของตัวเองว่านายเกลียดฉันมากแค่ไหน ว่านายอยากลืมเรื่องบ้าๆที่ฉันเก็บมันไว้เป็นความทรงจำที่มีค่าที่สุดในชีวิต.......แล้วนายก็มีแฟนที่สวยขนาดนั้น ทั้งๆที่ฉันกำลังจะตัดใจแล้ว คิมคิบอม!!! นายจะมารั้งฉันไว้ทำไมอีก ปล่อยฉันไปเถอะนะ อย่าทำให้ฉันต้องเจ็บมากไปกว่านี้เลย ได้โปรด....ฮึก ปล่อยฉันเถอะ ”



ร่างผอมบางสะอื้นจนตัวโยน ร่ำไห้ร้องขอแต่ให้ผมปล่อยเขาไป
แต่นั่นเป็นคำขอเดียว ที่ผมไม่อาจทำให้มันเป็นจริงได้ สำหรับคนๆนี้ ....


“ ผมขอโทษ.....ผมรู้ว่าผมเคยพูดอย่างนี้กับพี่เมื่อห้าปีก่อน และผมไม่สามารถกลับไปแก้ไขมันได้ แต่ตอนนี้ผมจะพูดมันอีกครั้ง พี่คงจะให้อภัยผมใช่มั้ย??? ”


“ ฉันไม่โกรธอะไรนายทั้งนั้น...แล้วล่ะ ฉันผิดเอง นายก็ปล่อยฉัน แล้วกลับไปหานาฮีเถอะ ”


“ ผมเลิกกับเขาแล้ว.....เพราะพี่ ”


“ ถ้าเขาโกรธที่ฉันไปขัดจังหวะ นายก็..ฮึก บอกได้เลยนะ ว่านายรู้สึกกับฉันยังไง ” ทงเฮพูด คงเพราะเขานึกว่าความรู้สึกที่แท้จริงของผมที่มีต่อเขา คือความรำคาญใจ แต่คำพูดเปิดทางของทงเฮ มันกลับทำให้ผมยิ้ม ก่อนจะเอ่ยบางอย่างที่อยู่ในใจ ก้มลงกระซิบบอกเคียงข้างใบหูนิ่ม





“ ผมบอกเขาว่า................................เราเลิกกันเถอะ เพราะพี่คือคนที่ผมรักยังไงล่ะ! ”






ผมรู้สึกได้ถึงอาการเกร็งตัวของทงเฮ ที่อยู่ภายในอ้อมกอดของผม เขาทำหน้าเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง จนผมต้องบอกย้ำลงไปอีกที ให้จำขึ้นใจ ....


“ ปะ....เป็นไปไม่ได้ ”


“ เพราะตอนนั้นผมยังเด็ก ก็เลยคิดว่าที่ผม...เอ่อ ทำกับผมอย่างนั้นเพราะอยากลอง และผมก็กลัวว่าถ้าพี่รู้ว่าผมคิดอย่างนั้น พี่จะเกลียดผม ”


“ น..นายเลยหลบหน้าฉันเหรอ? ” เขาถามขึ้น และผมก็พยักหน้ายอมรับกลายๆ


“ ผมหนีมาอยู่โซล เพราะอยากจะลืมพี่ให้ได้ แต่พอเจอหน้ากันอีกที....ผมก็เลยรู้ว่า มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ที่จะหลอกตัวเองอย่างนั้น ในเมื่อผมไม่เคยลืมพี่ได้จริงๆสักที ”


“ คิ...บอม~ ” ทงเฮครางเรียกชื่อเสียงอ่อน เมื่อผมเริ่มก้มลงดูดซับคราบน้ำตาบนพวงแก้มนุ่ม ราวกับจะช่วยเช็ดล้างความเสียใจนั้น ให้ออกไปจากดวงหน้าสวยหวานนี่เสียที


“ พี่อย่ากลับไปไหนเลยนะ อยู่กับผมที่นี่เถอะ ถ้าทะเลาะกับคุณน้าเรื่องเรียน เดี๋ยวผมจะช่วยคุยให้ ”


“ ฉัน........... ” เขาเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะซุกหน้าลงกับอกของผม เอ่ยเสียงอู้อี้ในลำคอ


“ ไม่ได้ทะเลาะกับแม่สักหน่อย ”



“ เอ๋....? ”


“ ฉันย้ายมาเรียนที่โซล โดยที่แม่นายบอกว่าให้มาอยู่ด้วยกันต่างหากล่ะ เจ้าทึ่ม!! ที่พูดไปตอนแรกก็แค่ข้ออ้าง เพราะกลัวว่านายจะไม่ยอมให้ฉันอยู่ด้วยต่างหากล่ะ ฮึ! ”



คำตอบที่ทำให้ผมเหวอไปเล็กน้อย ....ไม่สิ! มากเลยทีเดียวล่ะ ก็ถูกหลอกเสียเต็มเปาเลยนี่นา~ อย่างนี้กลับไปต้องทำโทษเสียให้เข็ด ที่กล้ามาหลอกผมอย่างนี้


“ โอ้~ กอดกันกลางชานชาลา ไม่เคยมนุษย์เดินดิน ก็ช่วยอายผีสาวเทวดาหน่อยเถอะนะ ”
เสียงพูดกวนๆ ดังขึ้นเบื้องหลัง ทำให้ผมหันไปมองอย่างแปลกใจ และก็แทบจะร้องออกมาไม่เป็นภาษาเมื่อเห็นหน้าของเพื่อนรักสมัยมัธยม ตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ยืนยักคิ้วพูดจากวนส้นอยู่ พร้อมด้วยชายหนุ่มหน้าตาจิ้มลิ้มข้างๆ


“ ไอ้คยู!!!! ”


“ คยูฮยอน~ ”


“ อ๊ะๆ อย่าร้องเหมือนเจอเตี่ยอย่างนั้นสิ ”


“ มึงมาได้ไงวะ! ”


“ เดินมามั้ง ไอ้เชี่ย!! กูก็ย้ายมาอยู่ที่โซลเกือบปีแล้วล่ะ ”


“ ไม่เห็นติดต่อมาเลย สาด... ” ผมพ่นคำผรุสวาทออกมา เพราะเคยชิน ลืมไปว่ามีแววตาดุๆของคนตัวเล็กจ้องมองมาอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก


“ กูหมั่นไส้มีไรป่ะ....ทีมึงยังย้ายโรงเรียนไม่ลาสักคำ แล้วทำไมกูต้องบอกมึงด้วยห่ะ! ”


“ เออๆ กูผิดเอง กูขอโทษ แล้วทีนี้มึงจะตอบได้ยังล่ะ ว่ามาทำด๋อยอะไรที่นี่ ”


“ ฉันเรียกคยูฮยอนมาเองล่ะ ” เป็นทงเฮที่ตอบคำถามของผมเสียงเบา


“ เอ๋…? ”


“ ก็พี่เค้าโทรหากูว่าไม่มีที่พัก กูก็เลยจะมารับให้ไปค้างกับแฟนกูนี่ล่ะ ” คยูฮยอนเริ่มแนะนำคนข้างกาย ด้วยสีหน้าภูมิใจแบบสุดๆ


“ ซองมิน นี่รุ่นพี่ที่โรงเรียน อี ทงเฮ คนที่ผมเล่าให้ฟังไงล่ะ แล้วไอ้ตูดหมึกนั่นก็ คิม คิบอม เพื่อนเก่าที่โรงเรียนพิเศษ ส่วนนี้ก็ อี ซองมิน แฟนกูเอง หึๆๆๆ ”


“ ยินดีที่ได้รู้จักฮะ ” ร่างเล็กโค้งให้อย่างคนมีมารยาท ผมล่ะ สงสัยจริงๆว่าเขาหลวมตัวไปคบกับเพื่อนของผมได้อย่างไร


“ ตอนช่วงที่กูไม่อยู่สงสัยว่ามึงคงสนิทกับทงเฮมากสินะ ” ผมสาวเท้าเข้าไปกระซิบกับคยูฮยอน ในขณะที่ทงเฮและซองมินเริ่มเข้าไปทำความรู้จักกันอย่างสนิทสนม


“ แหะๆ ก็เคยคิดจะจีบอยู่พักหนึ่ง แต่พอพี่เค้าบอกว่ามีคนที่ชอบอยู่แล้ว และยิ่งรู้ว่าเป็นมึง กูก็เลยต้องตัดใจ เพราะพี่เค้าชอบคนที่เหี้ยเกินไป ...เผอิญว่ากูไม่ใช่คนแบบนั้นน่ะ เฮ้ย!!! ” คนูฮยอนร้องเสียงหลง เมื่อผมเริ่มหักนิ้วกรอบๆ อยากตั๊นหน้าคนขึ้นมาซะงั้น


“ กลับบ้านกันเถอะ ทงเฮ!!! ” ผมแปรเปลี่ยนอารมณ์หึงหวง เป็นแรงผลักดันที่ทำให้ผมอยากรักทงเฮมากยิ่งขึ้น ผมรีบเดินไปคว้าข้อมือเล็กบางขึ้นกุมจนเต็มอุ้งมือ ก่อนเอ่ยเสียงไม่เบานักให้คนบางคนได้ยิน


“ ห้าปีที่ไม่เจอกัน..........ผมจะทำให้หายคิดถึงพี่เลยล่ะ ”
คำพูดกำกวม ทำให้ใบหน้าของทงเฮแดงก่ำ บ่นอุบอิบไปต่างๆนาๆ แต่ก็ยอมเดินตามผมมาแต่โดยดี




ทำอะไรน่ะเหรอ? ให้หายคิดถึง.....


ก็ทำรักยังไงล่ะครับ ^^





THE END