Fic-Together

Together ...18...

posted on 05 Oct 2007 18:12 by piojos  in Fic-Together
 





“ แกไปเอาใครมาห๊า!!!!!!!!! ”




เสียงแว้ดสั่นประสาท ทำให้คนที่ได้ยินจำต้องเบ้หน้าเหยเกเพราะไม่เหลือมือให้ปิดหูเนื่องจากกำลังช่วยพยุงร่างบางเข้ามาในตัวร้าน



ฮยอคแจจุ๊ปาก ให้พี่ชายเงียบเสียง แต่มีหรือที่อีกคนจะยอม ดวงตากลมโตเหล่มองหาอะไรบางอย่างที่ควรจะอยู่ข้างหลังแต่มัน......ไม่มี!!



“ จักรยานของฉันไปไหน??? แล้วเรื่องส่งบะหมี่ที่ให้ทำล่ะห่ะ!! ” ถามเหี้ยมๆ ถ้าสังเกตบาเรียรอบๆ อาจเห็นได้ถึงลางร้ายที่เริ่มก่อตัวขึ้นเบื้องหลัง ชายหนุ่มหน้าสวย ที่มีนามว่า ...คิม ฮีซอล



“ อา....เอ่อ ”



ไม่ใช่ว่าเพิ่งนึกได้ว่าลืม แต่กำลังจะหาข้อแก้ตัวอยู่ต่างหาก ไก่น้อยตัวผอมบางได้แต่อ้ำๆอึ้งๆ จวบจนได้ยินเสียงสวรรค์ช่วยชีวิต



“ กลับมาแล้วเหรอ ฮยอคแจ ...อ้าว แล้วนั่นพาใครมาด้วยล่ะ? ”



“ พี่ฮัน ช่วยผมด้วย TT TT เจ๊แกจะกินตับผมอยู่แล้ว ถ้าพี่ไม่โผล่มา ”



ฮยอคแจร้องอุทธรณ์กับพี่ชายที่เพิ่งเดินนออกจากทางหลังร้าน ร่างสูงอยู่ในชุดสีขาวสะอาด ตามแบบฉบับเชฟมือทองของร้านรามยอนที่มีชื่อเสียงที่สุดในละแวกนี้



“ ไอ้หน้าเจ๊กนี้น่ะเหรอจะช่วยแกได้ห่ะ!! ไอ้ไก่ ”



ฮีซอลถลกแขนเสื้อ หมายจะเล่นงานลูกน้องตัวเอ้ที่ใช้ให้ไปส่งอาหารให้ลูกค้า แต่ไม่ทันไรก็ถูกล็อคปีกทั้งสองข้างไว้โดยชายหนุ่มเลือดมังกร ....ฮันกยอง



“ องค์ลงหรือไง... ยัยบ้า! ” โห... ด่าเสียงนุ่มๆ มันฟังเจ็บปวดกว่าด่าด้วยเสียงแหลมๆซะอีกนะ... -*-



“ ก็เออสิวะ ...ปล่อยฉันนะ ปล่อย!! ”



สั่งเฉียบขาด ที่ถ้าธรรมดาเป็นฮยอคแจได้ยินคงจะกลัวจนหัวหด แต่มันแทบไม่ได้ผลกับฮันกยองเอาซะเลย ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึง ก่อนจะเอ่ยประโยคสั้นๆ ที่ทำเอาคนฟังเลือดขึ้นหน้า



“ หน้าตาไม่ดี ยังพูดจาไม่เพราะอีกนะคนเรา.... ”






ปี้ดดดดดดดดดดด!!






สัญญาณอันตรายในหัว กดกริ่งบอกฮยอคแจว่า ควรจะหลบไปหาเกราะกำบังโดยด่วน เพราะเจ๊แกกำลังจะกลายร่างเป็น ก็อตซิล่ารุ่นพ่นไฟได้ มาถล่มร้านของตัวเองแล้ว มือขาวกระชับเอวบางเข้าหาตัวพลางลากถูลู่ถูกังขึ้นไปยังชั้นสอง ที่ใช้เป็นห้องพักของพนักงานในร้าน



“ แก๊!!!!!!!!!!! ”



แผดเสียงดังลั่น จนมาถึงชั้นสอง ไก่น้อยส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหมุนลูกบิดประตูห้องตัวเอง เสียงเรียกจากคนที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยผ้าเช็ดตัวผืนเดียวก็เอ่ยทักขึ้น



“ เจ๊อาละวาดทำไมวะ ...อ้าวเฮ้ย! แล้วนั่นใครอ่ะ?? ” ประโยคหลังร้องถาม เมื่อเพิ่งจะสังเกตเห็น คนน่ารัก ที่นอนหลับตาพริ้ม ไม่รู้เรื่องรู้ราว



“ ดูแต่มืออย่าต้องของจะเสีย.... พี่ถอยไปไกลๆเลย คนนี้อย่าหวังได้แอ้ม ” ฮยอคแจโอบแน่น เบี่ยงหลบมือใหญ่ที่ยื่นมา ...ไม่รู้ว่าจะจับอะไรหรอกนะ แต่สำหรับคนเจ้าชู้อย่างนี้ ก็คงต้องระวังกันหน่อยล่ะ



“ ไรวะ... ทำเป็นหวง แฟนแกเหรอไง แล้วทำไมถึงสลบมาอย่างนั้นล่ะ หรือว่า... ” สายตากะลิ้มกะเหลี่ย พราวระยับทำอีกคนต้องรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน



“ เปล่านะ.. ผมเห็นเขาสลบตรงกลางถนน ก็เลยช่วยไว้เท่านั้นแหละ ”



“ อ๋อเหรอ~ ” ลากเสียงยานคางรู้ทัน ก่อนจะยักไหล่หนาๆของตนเอง เมื่อต้อนให้ตายยังไง ฮยอคแจก็ไม่ยอมจนมุม เขาเองก็ครั้นที่จะถามต่อ...จึงเลือกที่จะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาในทันที



“ ช่างเถอะๆ เดี๋ยวฉันลงไปดูเจ๊เค้าหน่อยแล้วกัน ไม่รู้ว่าตีกันกับพี่ฮัน จนตายกันไปข้างหรือเปล่า ”



“ จะไปทั้งๆอย่างนี้เนี่ยนะ!? ”



ฮยอคแจร้องถาม คนที่นุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวแล้วทำท่าจะเดินลงไปโชว์คนอื่นอย่างหน้าไม่อาย



“ เออ จริงด้วย! ” เจ้าตัวหันกลับมายิ้มแห้งๆ ให้เพื่อนรุ่นน้อง ก่อนจะแว๊บกลับเข้าห้องตัวเองที่อยู่ตรงข้ามกับห้องของฮยอคแจอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า



....สมกับเป็น ปาร์ค ยูชอน ซะจริงๆ -*-



หลังจากที่แขนเริ่มชาเกือบจะเป็นเหน็บซะให้ได้ เพราะทนแบกคนตัวเล็กไว้เป็นนานสองนาน ฮยอคแจจึงได้ฤกษ์วางร่างบางลงบนเตียงนอนเสียที



“ นายเป็นใครกันแน่น้า~? ” พูดกับคนที่ไม่ได้สติ พลางทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง



ฮยอคแจไล่สายตามองใบหน้าหวานที่ติดจะซีดไปเสียหน่อยอย่างสงสัย
.....คนๆนี้ เป็นใคร มาจากไหนก็ไม่รู้ แถมยังไม่เข้าใจตัวเองเอาซะเลยว่า ทำไมต้องช่วยพากลับมาที่บ้าน ทั้งๆที่ก็พอจะเดาได้ถึงหายนะที่จะตามมาโดยเจ๊ใหญ่จอมเฮี้ยบ



สมองสั่งให้ทิ้งไว้ตรงนั้น แต่ในใจกลับกระซิบบอกให้ ช่วยเหลือ.....




เพราะอะไรกัน????





“ ฮยอคแจ~ ซวยแล้ว!!!!!!! ” ยูชอนเปิดประตูเข้ามา โดยไม่สนมารยาทสักนิด



ชายหนุ่มในเสื้อยืดคอกลมสีขาวกับกางเกงขาก๊วยก้าวฉับเข้ามาดึงแขนของร่างผอมให้ลุกขึ้นจากเตียง ด้วยสีหน้าตื่นๆ ......ตายแน่ๆ ไอ้ไก่เอ้ยยยยยย~



“ ชู่~ เบาๆหน่อยสิพี่ ” ฮยอคแจเอ่ยปราม แต่ยูชอนกลับสั่นหน้าพั่บๆ แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์กำลังย่ำแย่เสียแล้ว



“ เบาไม่ไหวแล้วล่ะ.........ลงไปช่วยพี่ฮันกันเหอะ! ” พูดจบ ไก่น้อยไก่ใหญ่ทั้งสองตัว(!?) ก็พร้อมใจกันเร่งฝีเท้าลงบันไดที่อย่างไม่คิดชีวิต




เพล้ง!!!!!!!!!




เสียงจานแตก ไม่ใช่เพราะมือไม้อ่อนจนทำตก แต่เพราะคนขว้างตั้งใจให้ให้มันลอยละลิ่วไปโดนหัวเชฟหน้าหล่อต่างหาก ....ทว่าฮันกยองกลับหลบได้อย่างว่องไวภายในเสี้ยววินาที



“ หนอย... คิดเหรอว่าจะหลบพ้นอีกรอบน่ะห่ะ!!! ”



แจกันข้างตัวถูกคว้ามาเป็นอาวุธชิ้นต่อไป ประจวบเหมาะกับที่ลูกน้องทั้งสองตามเข้ามาเห็นพอดี ฮีซอลจึงได้แต่ค้างไว้ในท่าง้างมือเตรียมขว้าง โดนมือยูชอนจับมือทั้งสองข้างยับยั้ง ส่วยฮยอคแจตัวต้นเหตุก็กระโดดเข้ามาขวางระหว่างฮันกยองและฮีซอล



“ ถอยไป!! ฮยอคแจ! ยูชอน! …เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกนาย ”



ฟังแล้วก็ต้องแอบเบ้หน้าอยากร้องไห้ อันที่จริงมันเกี่ยวพันกับ ลี ฮยอคแจคนนี้ โดยตรงเลยล่ะ เจ๊ T^T เพียงแต่ความโกรธมันกำลังครอบงำให้เจ๊ลืมเหตุผลตรงข้อนั้นไปน่ะสิ -*-



“ อ่า~..... ถ้าเจ๊ฆ่าพี่ฮันตาย แล้วร้านที่เจ๊รักก็เจ๊งนะเจ๊!! ” ยูชอนให้เหตุผลสำทับ



“ ....... ” ฮีซอลหยุดนิ่ง เหมือนกำลังใช้ความคิด



นั่นสินะ.... เราจะไปหลอกล่อ คนโง่ที่ไหน ที่ทำอาหารเก่งขั้นเทพ แถมยังได้ค่าแรงถูกกว่านี้คงไม่มีอีกแล้ว ถึงมันจะปากหมา ชอบกวนประสาทไปสักหน่อย แต่ก็เอาน่า~ หยวนๆล่ะกัน




“ ครั้งนี้ ยอมให้ แต่มันจะไม่มีครั้งหน้า จำไว้นะ ฮันกยอง!! ” อีกคนที่โดนขู่ ไม่ได้แสดงออกอย่างอื่น นอกจากกระตุกยิ้มที่มุมปากบางเบา ราวกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน เป็นเรื่องขบขัน เพราะฮีซอลก็พูดอย่างนี้ทุกที



ครั้งนี้ยอมให้..........และครั้งต่อๆไปก็ต้องยอมอีกเช่นกัน ^^



“ เกือบไปแล้วนะพี่ ”



ฮยอคแจก้าวตามมากระซิบเสียงแผ่วใกล้ๆพ่อครัวร่างสูงที่เดินกลับไปทางหลังร้านซึ่งเป็นห้องครัว หลังจากที่ฮีซอลสะบัดหน้าเดินไปนั่งคิดบัญชีตรงเคาน์เตอร์ โดยไม่ลืมที่จะสั่งเสียให้ยูชอนเป็นคนเก็บกวาดเศษจานที่เขาไม่ได้เป็นคนทำแตกซักนิด -*- ....คิดแล้วมันก็น่าน้อยใจ~



“ ไม่รู้ว่าพี่ทนได้ไงกับอารมณ์เจ๊เค้า ขี้วีนก็ที่หนึ่ง ดุเก่งกว่าร๊อดไวเลอร์ ใช้งานลูกน้องยังกะทาส ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีประกันสังคม โหย... นี่ถ้าผมเป็นพี่นะ ผมไม่ทนอยู่ในร้านต๊อกต๋อยนี้หรอก ฝีมืออย่างพี่ ไปสมัครเป็นเชฟในภัตตาคารหรูได้สบายเลยอ่ะ …. ”



ฮยอคแจทำท่าจะบ่นต่อ แต่พอเหลือบไปเห็นฮันกยองที่เท้าเอวยืนส่ายหน้าไปมา พร้อมกับเสียงหัวเราะในลำคอ มันก็ช่วยไม่ได้เลยที่คิ้วของร่างผอมจะผูกกันจนเป็นโบว์



“ เพราะพอใจน่ะสิ ” ตอบสั้นๆ แล้วจึงตั้งคำถามเปลี่ยนประเด็น



“ เออ.... แล้วคนที่นายพามาด้วย เป็นใครเหรอ ฮยอคแจ?? ”



“ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เห็นเค้าเป็นลมล้มอยู่กลางถนน เลยช่วยมาน่ะ ” ฮันกยองยิ้มกับความใจอ่อนของน้องชายคนซื่อ พลางเอื้อมมือไปลูบหัวฮยอคแจอย่างเอ็นดู



“ ใจดีจังเลยน้า~ ไม่โหดเหมือนพี่นายเลยนินา ”



“ ลูกพี่ลูกน้อง ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้วนี่ฮะ ”



“ โอ๊ย พี่ฮีซอลเค้าก็ไม่ได้ใจร้ายนักหรอก ...แค่ปากร้าย ขี้โมโหนิดหน่อยเอ๊ง~~ ”



เป็นเสียงประชดของยูชอนที่ตามเข้ามาทิ้งเศษจานลงถังขยะในครัว ก่อนจะวางไม่กวาดและที่ตักผงกลับที่เดิม แล้วหันมาถามฮยอคแจเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้



“ ว่าแต่ คนของนายน่ะ ฮยอคแจ เขาฟื้นหรือยัง ....จะไม่ไปดูหน่อยเหรอ? ”



“ เออ ใช่! เดี๋ยวเอาผ้าไปเช็ดตัวให้หน่อยดีกว่า ท่าทางจะแย่เหมือนกัน ” ปากบ่นไป มือก็หยิบคว้ากะละมังใบย่อมมารองน้ำจากก๊อก พร้อมกับก้มลงหยิบผ้าขนหนูออกมาจากลิ้นชัก



“ ฉันเช็ดให้นะ ” ยูชอนรีบขันอาสา แต่ฮยอคแจกลับส่ายหน้าไม่เห็นด้วย ในขณะที่ยกกะละมังขึ้นถือ



“ ให้พี่เช็ด ท่าจะไม่ปลอดภัย ” ว่านิ่มๆ แต่เล่นเอาคนโดนปรามาสทำหน้าบู้



.....โหย~ ดูถูกปาร์ค ยูชอน คนนี้ได้ง๊ายยยห๊า ไอ้ไก่!! งอนนะเนี่ย พี่น้องค้าบบบ งอน~ =3=



“ เอาน่า ยังไงช่วยเค้ามาแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุดล่ะนะ เดี๋ยวพี่จะทำอาหารไว้เผื่อเค้าฟื้นล่ะกันนะ ส่วนพวกนายก็ขึ้นไปดูแลคนป่วยล่ะกันนะ ” ฮันกยองดันหลังให้ ร่างทั้งสองออกจากอาณาบริเวณครัว แล้วจึงหันไปทำอาหารตามที่ตนถนัดอย่างคล่องแคล่ว



“ นี่ พวกนายจะทำอะไร??? ” เสียงแหลมที่ดังอยู่ข้างหลัง ทำให้ฮยอคแจสะดุ้งจนแทบปล่อยของในมือให้ร่วงหล่น แต่ยังดีที่เรียกสติกลับมาได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงต้องมานั่งทำความสะอาดกันอีกยาว..



“ เจ๊อ่า~ ” ประสานเสียงออกดอ้อนขึ้นมาพร้อมกัน โดยไม่ได้นัดหมาย



ลืมไปเสียสนิทว่า ฮีซอล ไม่พอใจที่เขาเอาคนนอกเขามาในร้าน!!!



“ สงสารเค้าเหอะนะ แบบว่าเค้าเป็นลม น่าสงสารออก ” เรียงประโยคงงๆ จนคนพูดภาษาเดียวกันยังไม่เข้าใจ ฮีซอลจิ๊ปากก่อนเอ่ยดุๆ



“ ฉันว่าอะไรหรือยังเล่า!! ”



“ ก...ก็เจ๊ดูไม่ชอบที่ผมเอาเค้ามานี่นา ” ฮยอคแจแก้ตัว



“ พูดไปงั้นแหละ ...อารมณ์ไม่ดีเพราะนายทิ้งจักรยานของคุณปู่หรอก แต่ไปส่งบะหมี่ครบแล้วใช่มั้ย? ” คาดคั้นเอาความจริง และก็ได้คำตอบเป็นการพยักหน้าแกนๆ



“ ผมไม่ได้เอาจักรยานกลับมา เพราะผมเอาเค้าซ้อนมาตรงกล่องใส่บะหมี่ไม่ได้ เห็นว่าใกล้ถึงร้านแล้ว ผมก็เลยตัดสินใจแบกเค้าเดินอ่ะ.....พี่~ ”



“ แล้วตอนนี้จักรยานอยู่ไหน? ” ฮีซอลร้องถามถึงสิ่งที่อยู่คู่มากับร้านตั้งแต่รุ่นคุณปู่ ฮยอคแจบอกสถานที่ ก่อนที่เจ๊ใหญ่จะหันไปพยักเพยิดกับยูชอนที่ยืนเงียบอยู่นาน



“ ไปเอากลับมา ยูชอน! ” เสร็จสิ้นคำสั่ง ฮีซอลก็เดินตัดหน้าคนทั้งสอง ขึ้นไปดูอาการทงเฮโดยมาฮยอคแจก้าวตามไปติดๆ ปล่อยทิ้งให้ยูชอนชี้หน้าตัวเอง อ้าปากค้าง =[ ]=?




.....นี่มันวันซวยอะไรของตูวะเนี่ยยยยยยยยยยย!!!???????





*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*



แพขนตาหนาขยับยุกยิก เมื่อเริ่มรู้สึกถึงความเยียบเย็นและชื้นแฉะบนใบหน้าเรื่อยลงมาถึงลำคอ
เสียงพูดคุยที่ดูเหมือนจะแผ่วเบา เพราะคู่สนทนาตั้งใจจะหรี่ให้มันเป็นเสียงกระซิบ หากแต่โสตประสาทก็ยังคงรับรู้ได้




เฮือก!!!!!



ทงเฮสะดุ้งตื่น ทันทีที่ความเปียกไล่เรียงลงมาถึงแผ่นอกที่ถูกปลดกระดุมออก
เพราะ...................เขากลัวว่ามันจะเป็นเพียงแค่ความฝัน
ฝันที่ว่าเขาหนีออกมาได้ ...จากที่นั่น!!!
อิสระ ที่พึงได้สัมผัสเพียงชั่วข้ามคืน..................ไม่อยากให้มันเป็นเพียงฝันเลยจริงๆ



“ อา~ ร้องไห้แล้ว ทำไงดีอ่ะ?? ” ไม่คุ้นหูเอาเสียเลยกับประโยคที่อ่อนหวาน



น้ำตามันไหลออกมา เพราะความรู้สึกชิงชังที่อยู่ในใจ
อย่าได้มาทำดีด้วย เพียงเพื่อต้องการเอาชนะ คิม คิบอม....
อย่าได้คิดว่าเกมที่เริ่มขึ้น จะจบลงด้วยคำว่าพ่ายแพ้ ซึ่งเขาเป็นผู้ได้รับ




.....ไม่มีวันซะหรอก.....




“ เพราะพี่เช็ดเค้าแรงเกินไปน่ะสิ! ” โวยวายไม่เก็บเสียง ก่อนที่สัมผัสจะถูกเปลี่ยนเป็นอีกคน



“ ไม่เป็นไรใช่มั้ย? ” ถามอย่างนุ่มนวล จนคนที่เพิ่งลืมตาอดฉงนไม่ได้



ภาพโครงหน้าที่รางเลือน ในตอนแรกมันซ้อนทับกับใบหน้าหล่อเหลาของคนใจร้าย แต่ถ้าเพ่งปรับโฟกัสให้ดี จะเห็นได้ว่า.................เป็นคนละคน!!



“ ฉัน........ที่นี่ที่ไหน? ”



“ ร้านขายบะหมี่น่ะ ”



“ ละ...แล้วฉัน ” ดูเหมือนฮยอคแจจะเข้าใจว่าร่างบางต้องการที่จะถามอะไรต่อไป เขาจึงเป็นผู้ตอบแทนโดยที่ทงเฮยังไม่ทันได้ถามเลยด้วยซ้ำ



“ นายเป็นลมอยู่กลางถนนน่ะ ฉันเลยช่วยไว้ ”



เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวสมองอย่างถี่ถ้วน ทงเฮจึงพบว่า......อิสรภาพ ที่เขาไขว่คว้า ในตอนนี้เขาได้มันมาอยู่ในมือแล้ว และไม่มีทาง ที่เขาจะยอมสูญเสียมันอีกครั้งอย่างแน่นอน!



“ ว่าแต่นายเป็นใครอ่ะ? ” ร่างโปร่งถามขัดขึ้นมาบ้าง ท่าทางจะยังไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้าซักเท่าไหร่



“ โธ่~ พี่ ....เค้าเพิ่งฟื้นนะ อย่าเพิ่งถามจุกจิกสิ! ” ฮีซอลถลึงตาโตๆใส่คนที่กล้าเถียงอย่างไม่กลัวตาย



“ แค่ถาม ไม่ได้ทำให้เค้าสลบไปอีกรอบหรอกน่า ไอ้ไก่!!! ”



ทั้งฮีซอลและฮยอคแจ ต่างกำลังทะเลาะกัน จนลืมสังเกตอีกคนที่หลุบตาต่ำลงอย่างใช้ความคิด
เพียงแค่ คำถามเดียว .....เขาเป็นใคร ทำให้ทงเฮคิดหนัก




ไม่ใช่ว่า.........ความจำเสื่อม เหมือนในนิยายประโลมโลก
หากแต่กำลังครุ่นคิด ว่าจะโกหกหรือพูดความจริง



พูดความจริง.............เพื่อจะต้องกลับไปถูกกักขังเช่นเดิม
หรือโป้ปด................หลอกใช้คนอื่น เพื่อจะทำสิ่งที่ตัวเองต้องการ




หนทางที่ถูกเลือกไว้แล้ว....ในใจ




“ ตกลงนายชื่ออะไรเหรอ? ” ฮีซอลวกมาถามคำถามเดิม หลังจากด่าฮยอคแจไปจนหนำใจ



“ ม.....ไม่รู้ ”



“ ห๊า!!!!! ” ตะโกนขึ้นมาพร้อมกันด้วยความตกใจ ประกอบกับสีหน้าเศร้าสร้อย เรียวปากซีดๆ ใครล่ะจะไปคิดว่านี่คือ ละครตบตา ฉากหนึ่งเท่านั้น!!



“ แย่แล้ว....ไอ้ไก่เอ้ยยยยยยยยยยย เค้าความจำเสื่อมน่ะเห็นมั้ย?? เพราะแกขับรถชนเขาใช่มั้ยล่ะ ” นิ้วชี้จิ้มจึกๆไปที่ศีรษะทุยๆของน้องชาย ปากก็พร่ำบ่นต่างๆนาๆ



“ พี่อย่ามาโมเมดิ.... ผมไม่ได้ชนเค้าสักหน่อย ” เถียงกลับ เพราะถึงแม้จะโดนชนด้วยจักรยานจริงๆ มันจะทำให้ความจำเสื่อมเลยเหรอไงวะ??



“ ไม่รู้ล่ะ น่าสงสาร~ ” ฮีซอลว่า พลางเข้าไปสวมกอดทงเฮจนแทยหายใจไม่ออก



อคติตอนแรกถูกลบล้างไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ที่รู้ว่าคนๆนี้ความจำเสื่อม
ก็ พี่ฮีซอล คลั่งนิยายน้ำเน่าอย่างนี้จะตายไปนี่นา~ -*-



“ แล้วจะเอายังไงดีอ่ะ พี่?? ”



ฮยอคแจหันไปถามความเห็นกับลูกพี่ลูกน้อง ผู้มีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจ
ฮีซอล นิ่งไปพักก่อนจะจับมือคนป่วยมากุมเหมือนให้กำลังใจ แล้วเอ่ยต่อ



“ ไหนๆนายก็ความจำเสื่อม งั้นก็อยู่ที่นี่ไปก่อนล่ะกันนะ ”



“ ห๊า!!!!!!!! ” พอฮีซอลพูดจบ ตาตี่ๆของฮยอคแจก็แทบจะถลนออกมานอกเบ้า



โอ้ว แม่เจ้า!! วันนี้วันพระหรืออย่างไรกัน พี่ชายของเขาถึงมีจิตใจเมตตาได้ถึงเพียงนี้....



“ จะ....จะดีเหรอฮะ ” ทงเฮเอง ถึงแม้จะเป็นคนขี้โกงแค่ไหนก็ตามที่หลอกใช้ความรู้สึกของคนอื่น แต่ในส่วนลึกของจิตใจ เขาก็ยังรู้สึกผิดกับมันอยู่ดีจึงได้ถามตะกุกตะกักออกไปแบบนั้น



“ ดีสิ ” เจ๊ใหญ่ยิ้ม จนฮยอคแจเองยังนึกหวาดๆแทนคนตัวเล็กไม่ได้ ว่าแล้วร่างโปร่งจึงเขยิบเข้าไปกระซิบใกล้ๆหูของผู้เป็นพี่ กันไม่ให้อีกคนได้ยิน



“ เจ๊~ นี่เจ๊คงไม่คิดจะเอาเขามาใช้เยี่ยงทาสเหมืนอพี่ฮันหรอกน้า~ ”



“ เอ๊ะ! ไอ้นั่นมันเรียกว่าปากแกเรอะ!! ฉันไม่ได้เป็นคนใจไม้ไส้ระกำถึงขนาดที่เห็นคนความจำเสื่อมแล้วจะเอามาเป็นลูกจ้างหรอกนะ มันคนกรณีกับไอ้พ่อครัวคนจีนนั่น ”



พอพูดถึงคู่กรณี ฮีซอลก็ชักจะเริ่มกรุ่นๆ เมื่อตะกอนที่ถูกกวนขึ้นมาอีกรอบ ดังนั้นฮยอคแจจึงหยุดการซักไซ้ไว้แต่พียงแค่นั้น เนื่องจากเกรงว่า เจ๊แกจะลุกขึ้นมาอาละวาดให้ร้านพังอีกรอบ - -*



“ อะ...เอ่อ ” ทงเฮเอ่ออ่าเพื่อให้อีกสองคนรู้ว่า เขายังมีตัวตนอยู่ในห้อง ไม่ใช่หันไปกระซิบกันโดยที่เขาไม่รู้เรื่อง



“ อ้าว... โทษทีๆ บังเอิญว่าคุยกันเพลินไปหน่อยน่ะ แฮะๆ ” ฮยอคแจหันมาฉีกยิ้มแกนๆให้ ก่อนที่ฮีซอลจะยิ้มให้ทงเฮเช่นกัน



“ ขอบคุณมากนะฮะ แต่..เอ่อ ถ้าให้อยู่เฉยๆ มันคงไม่ดีแน่ๆ เพราะฉะนั้นถือว่าจ้างผมทำงานในร้านได้มั้ยฮะ?? เห็นว่าเป็นร้านบะหมี่ อย่างน้อยให้ผมล้างจานก็ได้นะ ” ทงเฮรีบเสนอตัว เพราะความรู้สึกผิด ถึงจะหลอกเขา แต่ได้ทำประโยชน์ให้กับคนพวกนี้บ้าง ก็คงจะดี...



“ เอางั้นเหรอ? ” ฮีซอลถาม พลางกระทุ้งสีข้างฮยอคแจ สื่อว่า ฉันไม่ได้เป็นคนเริ่มพูดน้า~!~ และฮยอคแจเองก็รับรู้ถึงข้อนั้นเช่นกัน ทำไงได้ ในเมื่อคนๆนี้เสนอตัวเองนี่นา



“ ครับ ถือว่าเป็นค่าแรง แลกกับที่อยู่และอาหาร ระหว่างที่ผม...เอ่อ ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร.... ” สายตาหลบวูบเมื่อต้องพูดโกหกซ้ำสอง แต่ดูท่าอีกสองคนจะไม่ทันได้สังเกตอาการหลุกหลิกแปลกๆนี้



“ อ๋า~ น่าสงสารจัง ToT เหมือนนางเอกในนิยายที่ฉันกำลังอ่านอยู่เลยอ่ะ ว่าเป็นว่านายทำงานอยู่ที่นี่ไปก่อนนะ แล้วเดี๋ยวเราค่อยช่วยนายฟื้นความจำเอง ไม่ต้องห่วงล่ะ ” ฮีซอลวาดสองมือเข้าโอบกอดร่างบางคล้ายปลอบประโลม จนฮยอคแจนึกหมั่นไส้ในท่าทางโอเวอร์แอ๊คติ้งของพี่ชาย



“ แล้วอย่างนี้ นายก็ไม่มีชื่อสินะ เพราะจำไม่ได้ ” ฮยอคแจว่า และทงเฮก็พยักหน้ารับเออออไปตามเรื่องช้าๆ



“ เอางี้แล้วกัน ชื่อว่า ซานฮี แล้วกัน ชื่อเหมือนนางเอกนิยายเพราะออก ” ฮีซอลเสนอความคิด ทำเอาฮยอคแจเบ้หน้าเนื่องจากไม่เห้นด้วยเท่าไหร่กับชื่อนี้



“ พี่เอาชื่อผู้หญิงมาตั้งให้อย่างงี้ได้ไง ผู้ชายก็ต้องชื่อแมนๆหน่อยสิ ”



“ แล้วจะให้เขาชื่ออะไรล่ะห่ะ!! ”



“ อึนฮยอค ” ฮยอคแจพูดด้วยสีหน้าปลื้มๆ และนั่นก็เรียกเสียงหัวเราะแหลมๆจากฮีซอลได้เป็นอย่างดี



“ มันน่าขำตรงไหนกัน ...พี่!! ”



“ ก็นั่นมันชื่อที่แกตั้งใจจะใช้ในวงการไม่ใช่เหรอ ฮ่าๆๆ ”



“ ชื่อในวงการ?? ” ทงเฮทวนคำงงๆ ฮีซอลจึงหันมาอธิบายให้ฟัง โยที่มีฮยอคแจยืนหน้าแดงก่ำอยู่ข้างๆ



“ ไอ้หมอเนี่ยอ่ะนะ มันชื่อว่า ลี ฮยอคแจ แต่ว่ามันอยากจะเป็นดาราน่ะ ตอนนี้มันเลยคิดชื่อที่จะใช้ในวงการว่า อึนฮยอค ไว้ก่อน แต่จนกระทั่งบัดนาว ยังไม่มีแมวมองที่ไหนมาติดต่อเลยนะ มีแต่หมามองแล้วเห่าไล่เป็นแถว ฮ่าๆๆๆ ”



“ พี่ฮีซอล!!!! ” ฮยอคแจตะโกนอย่างสุดกลั้น แต่ไหนเลยจะหยุดเสียงหัวเราะของฮีซอลได้



“ ฮ่าๆๆๆๆ ”



“ หัวเราะซะปากกว้างเลยนะ ” เสียงทุ้มจากผู้มาใหม่ ทำให้ความสนใจของคนทั้งสามถูกดึงไปอยู่ที่หน้าประตู ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสีขาวมาพร้อมกับถาดอาหารที่มีชามข้ามต้มส่งกลิ่นหอมอยู่บนนั้น



“ คิดจะหาเรื่องหรือไง ” ฮีซอลหยุดหัวเราะ แล้วใช้สายตาจิกมองฮันกยองอย่างแค้นๆ



“ นั่น พี่ฮันกยอง เชฟประจำร้านของเราน่ะ ” ฮยอคแจแนะนำให้ทงเฮเข้าใจ



“ แล้วก็เป็นคู่กัดกับพี่ฮีซอล ด้วยน่ะ ” ประโยคต่อมากระซิบให้เบาที่สุด เพื่อไม่ให้เจ๊ได้ยินแล้วมาแหวกอกเขาเอาได้



“ ฟื้นแล้วนิ กินอะไรซะก่อนนะ ” ฮันกยองเดินผ่านฮีซอล มาวางถาดอาหารลงบนโต๊ะข้างเตียง พร้อมส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้แก่ทงเฮ ...ราวกับพี่ชายผู้อ่อนโยน



“ ขึ้นมาทำไม งานการไม่รู้จักทำ!! ”



“ ก็นี่มันร้านรับทำรามยอนตามส่งส่งถึงที่นี่นะ ถ้าไม่มีคนรับสายลูกค้า แล้วพ่อครัวจะมีงานอะไรต้องทำอีกล่ะ ” ฮันกยองสวนด้วยท่าทางนิ่มๆ เพราะเขาเองก็ไม่สามารถรับสายได้ เนื่องจากยังมีทักษะในการใช้ภาษาเกาหลีได้ไม่ดีถึงขั้นที่จะใช้พูดคุยเรื่องการงาน นอกจากคำพูดที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน



“ หา!!! ละ...แล้วยูชอนล่ะ หมอนั่นไม่รับออเดอร์หรือไง ” ฮีซอลพากพิงถึงอีกคนที่ตัวเองใช้ให้ไปเอาจักรยาน แต่ดันลืมซะนี่



“ พี่เพิ่งสั่งให้พี่ยูชอนไปเอาจักรยานไงล่ะ ” ฮยอคแจเอ่ยเตือนความจำ แค่นั้นตาโตๆของฮีซอลก็เบิกกว้าง ตายล่ะ!!! งั้นก็เลยตูคนเดียวล่ะสิ -*-



ว่าแล้วร่างโปร่งบางก็รีบกระโจนออกจากห้องไปในทันที ป่านนี้คงมีโทรศัพท์มาไม่ต่ำกว่าสิบสาย โอ๊ย~ อยากจะบ้าตาย ไม่น่าเล้ยยยยยยยยยย~~



“ อย่าไปสนใจเลยนะ คนนั่นเค้าบ๊องๆน่ะ ” ฮันกยองหันมาบอกทงเฮที่ยังนอนหน้าซีดอยู่บนเตียง ก่อนจะหันมาสั่งฮยอคแจอย่างเป็นการเป็นงาน



“ เดี๋ยวนายช่วยป้อนข้าวเขาด้วยแล้วกัน จะกลับเมื่อไหร่ก็บอก พี่พาไปส่งให้ก็ได้นะ ”



“ อา~ พี่ฮัน เอ่อ...คือเขาจะอยู่ที่นี่กับพวกเราอ่ะ ”



“ เอ๋??? ”



“ คือเค้าความจำเสื่อมน่ะ พี่ฮีซอลสงสารก็เลยจะให้อยู่ด้วย จนกว่าความจำจะฟื้น ”



“ อืม... ยัยนั่นก็มีส่วนดีกับเค้าเหมือนกันแฮะ ” ฮันกยองเอ่ยยิ้มๆ



“ ยังไงก็รักษาตัวให้แข็งแรงก่อนแล้วกัน เรื่องอื่นค่อยว่ากันอีกทีนะ....... ” พี่ชายตัวสูงเงียบไปอึกใจหนึ่ง เนื่องจากลืมไปว่าไม่รู้จักชื่อของคนตัวเล็กตรงหน้า และอีกอย่างถึงแม้จะถามก็คงไม่ได้รับคำตอบจากคนที่ความจำเสื่อมอยู่ดี



“ ทะ....ทงเฮฮะ ” ร่างบางตัดสินใจที่จะพูดความจริงสักเสี้ยวหนึ่งก็ยังดี และนั่นก็เรยกสีหน้าแปลกใจจากทั้งฮยอคแจและฮันกยอง



“ เอ่อ มันเหมือนเป็นชื่อที่คุ้นเคยน่ะฮะ ผมคิดว่าคงจะใช้ชื่อนี้ ”



“ เป็นสัญญาณว่านายอาจจะกำลังจำเรื่องได้บ้างแล้วล่ะมั้ง ” ฮยอคแจว่าด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างยินดีด้วยใจจริง และมันยิ่งทำให้ทงเฮรู้สึกแย่มากขึ้น



“ ทงเฮ ก็เป็นชื่อที่เพราะดีนะ เอาล่ะ เดี๋ยวพี่คงต้องลงไปทำงานต่อ ฝากนายดูแลทงเฮด้วยล่ะ ” ฮยอคแจพยักหน้ารับคำสั่ง ที่เขาเต็มใจที่จะทำมัน หลังจากนั้นฮันกยองก็เดินลงไปยังชั้นล่างของตึก



.....ไม่รู้ว่าจะกวนประสาท หรือ ช่วยงาน ฮีซอลกันแน่??



“ เอ่อ... ฮยอคแจ ”



“ หืม?? ”



“ ฉันกินเองได้น่ะ คงไม่ต้องรบกวนนายหรอก ”



“ โอ๊ย~ ไม่รบกวนหรอก ฉันเต็มใจทำน่า~ ” ว่าแล้วก็ยกชามข้าวต้มขึ้นมาถือ พร้อมทรุดตัวนั่งลงข้างเตียง ตักข้าวขึ้นมาเป่าไล่ความร้อนให้ แล้วจึงยกช้อนขึ้นจ่อที่ริมฝีปากบาง



“ ทานสิ ไม่ร้อนเท่าไหร่หรอก ” ทงเฮจึงหน้าของฮยอคแจอย่างชั่งใจ แล้วในที่สุดริมฝีปากก็เปิดอ้ารับข้าวต้มเข้าไปอย่างว่าง่าย



“ ต้องอย่างนี้สิ ทงเฮ อ่ะ...กินอีกเยอะๆนะ จะได้แข็งแรงเร็วๆ แล้วก็จะได้จำเรื่องของนายได้ไง ”




เรื่องของนาย.....


ถ้าให้เลือกได้ เขาคงไม่คิดอยากจะจำ
ภาพของชายหนุ่มผู้หล่อเหลา แต่เป็นคนที่ทำร้ายเขาอย่างเลือดเย็น



ชายหนุ่มผู้เอาแต่ใจ และไม่เคยสนความรู้สึกของคนอื่น



นายต้องเป็นของฉัน........ลี ทงเฮ



คำพูดที่แสดงให้เห็นว่า ในสายตาของ คิม คิบอม เขาเองก็เป็นแค่ของเล่นสักชิ้นหนึ่งเท่านั้น
ความทรงจำเรื่องพวกนี้ คือสิ่งที่อยากให้มันลบเลือนไปให้เร็วที่สุด



ขอโทษที่ผมต้องหลอกพวกคุณ....
เพราะไม่สามารถทำในสิ่งที่ต้องการ ด้วยลำพังเพียงตัวคนเดียวได้
ขอโทษที่หลอกใช้ความใจดี เพื่อให้ได้ในความสุขของตนเอง





ฉันทำผิดมากใช่มั้ย ซองมิน?? ที่หลอกคนพวกนี้.....






เพื่อที่เราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกัน............อีกครั้ง!!